Profilo di keereeboonthelONELYcENTURYclUB sin...FotoBlogElenchi Strumenti Guida

Oroscopi

Caricamento in corso...
SameD:3  
Foto 1 di 45
Elenchi
Altri...

thelONELYcENTURYclUB since 1976

**for EXTRA ORDiNARY people**
22 novembre

บันทึกคดี

 
 
เมื่อเย็นวาน--
 
ดูข่าวจากทีวี...
 
3 ราย คือจำนวนคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถเมล์ร่วมบริการ ขสมก.
 
2 ใน 3 รายเสียชีวิตทันที
 
อีกหนึ่งบาดเจ็บสาหัส!!!
 
......................
 
นี่ไม่ใช่ข่าวแปลกใหม่ประจำวัน ออกจะซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย แต่...
 
โคตรเศร้าและเจ็บปวด
 
 
เช้าวันนี้--
 
ฝนตกหนักแต่เช้ามืด
 
สำนึกรู้ได้ในทันทีทั้งที่ยังคงหลับไหล...
 
ว่า...รถคงติดเป็นแถวยาว
อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความแฉะลื่นของพื้นถนน
 
มันไม่มีอะไรแปลกใหม่ ซ้ำซาก ธรรมดา และน่าเบื่อหน่าย
 
.........................
 
รถเมล์สาย 92 ที่ต้องใช้บริการเป็นประจำ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 
ทุกทุกวัน...มันคล้ายจะกลายเป็นสมรภูมิรบพุ่งของทั้งผู้ให้บริการรถโดยสาร และผู้โดยสารประจำทาง
 
.........................
 
รถเมล์สาย 92 จอด(เกือบ)เทียบป้ายมีจำนวน 3 คัน
มันไม่ได้แนบชิดสนิทป้ายอย่างที่รถในความควบคุมของคนขับมารยาทดีและมีคุณธรรมพึงกระทำ
 
และ...แน่นอน เหล่าผู้โดยสารจำนวนมาก ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามรถไป
คนแก่เหนื่อยหอบตัวโยน หญิงสาวนักศึกษาในชุดกระโปรงสั้น-รองเท้าส้นสูง แทบพลิกคว่ำ
แม่หิ้วปีกแขนลูกเล็กจนบิดเบี้ยว...
 
กระเป๋าสรถเมล์ห้อยโหนขั้นบันไดตะโกนร้องบอกให้วิ่งเร็วเร็ว--
 
หลังฝนตกเช้านี้...
 
แดดร้อนแรงอย่างร้ายกาจ
 
รถเมล์ออกตัวอย่างกระชาก แทบจะลากถูคนสุดท้ายอย่างฉันที่ยังขึ้นไม่พ้นบันไดขั้นแรก
 
...........................
 
ฝันร้ายปรากฏตัวต่อหน้าฉัน และผู้โดยสารผู้ร่วมชะตากรรมทุกคน...
ตลอดเส้นทาง
 
มันเป็นเรื่องราวปกติ ธรรมดา และแสนจะน่าเบื่อหน่าย!!!
 
...........................
 
 
เมื่อบ่ายที่ผ่านมา--
 
ข้าวแกงใต้ร้านเดิมยังคงเป็นสถานที่ฝากท้อง...เช่นทุกวัน
 
ไอแดด...ยังคงระอุ
 
ดอกจากต้นพระยาสัตยาบรรณที่หน้าออฟฟิศ ร่วงโรยแทบหมดต้นแล้ว
 
แหงนหน้ามองดูยอดสูงลิ่วแข่งกับตึกพักอาศัยด้านหน้า
 
อืม...ฉันชื่นชมในความอุตสาหะ และพยายามของมัน
 
หากไม่เช่นนั้น...
 
ต้นต่ำเตี้ยของมันคงต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของตึกนั้นตลอดไป--
 
แม้ว่าฉันจะเกลียดกลิ่นหอมแรงของมันสักเพียงไหนก็ตาม...แต่ฉันก็ยังคงนึกรักในความพยามยามของมันอยู่ดี
 
...............................
 
เกือบจะผ่านมื้อกลางวันไปอย่างแสนธรรมดา
 
ชายร่างสันทัดคนหนึ่งเดินถือซองขาวหนึ่งปึกใหญ่เดินเข้ามาภายในร้าน...
 
เขาแจกซองนั้นให้กับทุกโต๊ะที่กำลังนั่นกินข้าว
 
ฉันเหลือบมอง...มันเป็นซองขาว มีตัวหนังสือสีน้ำเงิน พิมพ์ด้วยรูปแบบที่คุ้นเคย
 
'ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัด... '
 
 
ชายร่างสันทัดคนนั้นไม่ได้ไปในทันทีเมื่อแจกซองเสร็จ
 
เขายังคงยืนสงบนิ่งที่ข้างโต๊ะ ขณะที่ฉันกำลังตักข้าวเข้าปากคำสุดท้ายพอดี--
 
 
ฉันเหลือบมองหน้าเขา แววตาเขาเรียบเฉย ไม่ส่อความรู้สึกใดใด
 
แต่เขายังคงไม่ไปไหน...
 
 
ฉันพกเงินติดตัวแค่เพียงวันละหนึ่งร้อยบาท
 
เวลาออกไปกินข้าว ฉันหยิบเงินไปเพียง 40 บาท
 
อาหารมื้อนั้นของฉัน คะเนจากที่กินโดยสม่ำเสมอ ราคาจะอยู่ที่ 30 บาท
 
เหลืออีก 10 บาท ฉันตั้งใจจะเอาไว้ซื้อผลไม้ล้างปาก
 
...............................
 
ชายร่างสันทัดคนนั้นยังคงไม่ไปไหน
 
10 บาทที่เหลืออยู่ในกระเป๋า--
 
...หย่อนลงซองสีขาวนั้นไปเรียบร้อยแล้ว
 
ชายคนนั้นรับซองและเดินจากไป ปราศจากถ้อยคำใดใด...
 
................................
 
กลับเข้าออฟฟิศ แดดยังคงแรง ร้อน
 
เป็นเรื่องราวปกติ แสนธรรมดา และน่าเบื่อหน่าย
 
................................
 
ภาพลูกแมวติดอยู่ที่เกาะกลางถนนเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ผุดขึ้นมาท่ามกลางแสงร้อนของวันนี้
 
ภาพหมาพเนจรผอมโซ...ถูกรถชนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หน้าห้างใหญ่
 
มันวิ่งร้องเสียงดังหายไป--
 
เป็นเรื่องราวปกติ ธรรมดา และน่าเบื่อหน่าย
 
ทว่า...
 
"แสนเจ็บปวด"
 
.................................
 
ฉันทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย
 
ก็แค่บันทึกหน้าหนึ่ง--
 
...เท่านั้นเอง...
 
 
 
17 ottobre

ความเปลี่ยนแปลง

 
 
2 ปีที่แล้วฉันยังคงร้องไห้ สูญเสียน้ำตาและพลังงานมากมายให้กับบางสิ่งบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้
อันมีนามว่า 'ความเปลี่ยนแปลง'
 
2 ปีผ่านมาแล้ว จนถึงปัจจุบัน--
ฉันเรียนรู้ ยอมรับสิ่งเหล่านั้นอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น
 
เวลายังคงเคลื่อนไป ช้า เร็ว ไม่เท่าเทียมกัน
หากแต่สม่ำเสมอ...
นาฬิกาของใครก็ล้วนแตกต่างกัน
 
'ความเปลี่ยนแปลง'
 
ไม่ว่ามันจะคืบคลานมาในรูปแบบใด...ก็ล้วนแล้วแต่สร้างเมล็ดพันธุ์ใหม่ใหม่ให้แก่โลกทั้งสิ้น
 
ทุกสิ่งทุกอย่างต่างมีวาระของตัวเอง
 
น้ำตา...แห้งเหือดได้ในไม่ช้าไม่นาน
ความเจ็บปวดอันฝังลึก...บางทีอาจถอนรากถอนโคนได้อย่างง่ายดายเพียงชั่วพริบตา
 
ความเข้าใจและยอมรับต่อความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของสิ่งต่างต่างบนโลกใบนี้
เป็นกุญแจ
เป็นยาดี
และเป็นเสมือนลมหายใจ...
 
ที่เราควรกำหนดรู้ทุกลมหายใจที่เข้าออก
 
...
 
10 ottobre

huRt

 
 
i hurt myself today

           to see if i still feel

i focus on the pain

           the only thing that's real

the needle tears a hole

           the old familiar sting

try to kill it all away
 
           but i remember everything

    -- Trent Reznor , Nine Inch Nails Hurt --

 

**ลอกมาจากเว็บ Faylicity.com**

 
 
27 settembre

ฝนหรือไร...?

 
 
ฝนตกอย่างท่วมท้น ทุ่มเท และอย่างตั้งใจ เมื่อคืน...
 
รถติดชนิดที่เรียกว่าลงเดินยังเร็วซะกว่า...
 
น้ำท่วมเจิ่งนองท้องถนน...
 
ใครบางคนทำน้ำตาร่วงหล่นระหว่างทาง...
 
ท่ามกลางเม็ดฝนเม็ดหนาเป้ง...ชะน้ำตาหลายหยดนั้นไปด้วย
 
ฝน ลม ใบไม้ เศษกระดาษ และ หัวใจ ปลิวลอยคว้างจนไล่จับแทบไม่ทัน--
 
ฝนประจำฤดูกาล เรื่องราวแสนเศร้าประจำโลก...มากมาย
 
 
คนธรรมดาร้องไห้แทบทุกวัน...กับแทบทุกเรื่อง
 
น้ำเจิ่งนองท้องถนน...ไหลบ่าลงมาจากเหนือ...ลงใต้
 
น้ำนั่น...เจือน้ำตาใครบางคน-ใครหลายคน 
 
และ...
 
อย่างไม่แน่ใจ ไม่ชัดเจน...คลุมเครือ
 
และ...
 
น่าสงสัย--
 
เราเผลอทำหยด...รวมไปด้วยหรือเปล่านะ
 
กับน้ำฝน และน้ำตาใครใคร...?
 
................................................................................
 
................................................................................
 
................................................................................
 
................................................................................
 
07 settembre

ไม่เท่ากัน

กรุงเทพฯอากาศร้อนอ้าวอย่างหนักหน่วงมาได้สองสามวัน--
แล้วเมื่อวาน เมื่อคืน และเมื่อครู่ที่ผ่านมา...ฝนเม็ดหนาหนัก มองแทบไม่เห็นว่าฝนที่ร่วงหล่นลงมานั้นมันเป็นเส้นสายยังไง
 
'ดีจัง' คือเสียงที่ลิงโลดอยู่ข้างในใจเรา
แต่เมื่อนึกไปถึงคนข้างนอก บนถนน คนใต้สะพานลอย หมาริมทาง แมวข้างถังขยะ ฯลฯ
ก็ทำเอาหุบยิ้มภายในแทบจะทันที...
 
ฝนเย็นฉ่ำชื่นมื่น... ชื่นใจ...หากมันตกอย่างเพียงพอ และพอดี
หากเราอาศัยร่มเย็นจากละอองฝนนั้นภายใต้หลังคาที่คุ้มบัง จากบ้านที่ผนังขอบมิดชิด
และ...ความเย็นอย่างพอดิบพอดีจากแรงสาดของเม็ดฝนนั้น--
 
...ภายในจิตใจคงต้องปราศจากเรื่องราวที่ทำให้เราหนาวเหน็บ...
 
-ชั่วโมงที่แล้ว-
 
ก่อนเดินเข้าออฟฟิศ เราก็ยังแหงนมองดูบนฟ้า...
ในใจคิดอะไรอยู่เงียบเงียบ
ป้าข้างบ้านเดินผ่านมา และบ่นว่า "อีกประเดี๋ยวฝนคงตกแล้ว"
 
เราเดินเข้าออฟฟิศไม่เร่งร้อน ก็เหมือนกับทุกทุกครั้ง เพราะป่านนี้คงยังไม่มีใครมาถึง
นอกจากวิทย์ ที่กิน-นอนอยู่ที่นี่
 
วิทย์เดินลงมาเปิดประตูเหล็กหนักอึ้งให้อย่างเคย
 
เสื้อยืด-กางเกงขาสั้น คือชุดนอนประจำของวิทย์
 
"วิทย์...ดีขึ้นยัง"
เราถามไถ่อาการไข้ของวิทย์ที่เป็นมาสองสามวันแล้ว-อย่างเคย
 
"ค่อยยังชั่วแล้วพี่ ยาหมดแล้ว คงไม่กินต่อแล้วล่ะ กินยามากมากไม่ดี"
วิทย์ตอบด้วยรอยยิ้มแห้งแห้งแบบคนที่ยังซมไข้ แต่สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะเลย
 
"อืม...พักผ่อนอีกวันสองวันคงดีขึ้นแหละนะ"
เราตอบออกไปยิ้มยิ้ม (แบบที่หมอ-พยาบาลมักจะให้กำลังใจคนไข้)
 
หลังพ้นจากหลังคาฟ้า เข้ามาในหลังคาตึกได้สักครึ่งชั่วโมงฝนก็เทลงมา...
 
"พี่จ๋อยผมจะออกไปซื้อพัดลมนะ เอามาไว้ที่ห้อง...มันร้อน..."
 
"อืม...ไปสิ เอาร่มไปด้วยดิ มีร่มนะ...เอามั้ย"
 
"ไม่เป็นไรหรอกพี่...ก็แค่เปียก"
 
"เอ้า...ก็เพิ่งฟื้นไข้อ่ะ"
 
"ไม่เป็นไร...อืม...มันก็แค่เปียกเท่านั้นจริงจริงอ่ะพี่"
 
"อ่ะ...ตามใจนะ"
 
สองพี่น้องพนักงานยิ้มให้กันนิดนึง
 
วิทย์เดินออกจากออฟฟิศไป มองดูฟ้าอีกฟากถนน
 
เรานั่งมองดูฝนคลุมฟ้าจากอีกฟากเช่นกัน...
 
เรื่องราวภายในของใครก็ต่างกัน--
 
อุณหภูมิในบรรยากาศ
ปริมาณเม็ดฝนที่หล่นกระทบ
และแม้กระทั่งความหนาวเหน็บภายนอก-ภายใน--
 
เราต่างก็รู้สึก...ไม่เท่ากัน
 
 
 
 
 
 
 
29 agosto

เศร้าว่ะ

วันนี้เกือบจะเป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่งของเราอยู่แล้วเชียว (ซึ่งปกติธรรมดา=ดี)

หากว่าไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อบ่ายที่ผ่านมานั่นเข้าให้ซะก่อน--

 

หอบหนังสือกองใหญ่พะรุงพะรังขึ้นรถสองแถวออกไปหน้าปากซอยออฟฟิศ

เพื่อจะนำไปส่งไปรษณีย์บึงทองหลาง

แดดร้อนเปรี้ยง คนขับรถสองแถวซิ่งนรกแตก จนห่อหนังสือที่หอบอยู่บนตักนั่นแทบจะเทลงไปกองที่พื้นอยู่หลายหน

 

รถเลี้ยวเข้าท่าจอดที่หน้าปากซอย ผู้โดยสารหัวทิ่มหัวตำไปตามตามกัน

แม้เหตุการณ์แนวรบด้านตะวันออก(กลาง)จะยังคงกรุ่นกรุ่น แต่สำหรับเหตุการณ์แบบนี้

คนขับรถโดยสารเยี่ยงนี้ในบ้านเราเมืองเรากลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ (เอ่อ...เกี่ยวกันตรงไหนฟะ)

ที่ผู้โดยสารก็ทำได้เพียงสงบปากสงบคำ และพร่ำภาวนาร้องขอชีวิตและความปลอดภัยอยู่ข้างในใจ-แผ่วเบา

 

บางครั้งคล้ายกลายเป็นสิ่งเบาโหวงสำหรับการดำเนินชีวิตท่ามกลางความรีบร้อนรุนแรงขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

เพื่อความอยู่รอดในมหานคร...เฮ้ย...เบาโหวงเชียวเหรอกับการเรียกร้องทวงถามถึงสิทธิของผู้บริโภค

และการต้องเอาชีวิตไปแขวนเสี่ยงกับมนุษย์ผู้มีอวัยวะครบถ้วนเช่นเดียวกันกับเรา

แต่กลับบ้าคลั่งทุกครั้งยามเมื่อตีนได้สัมผัสแตะคันเร่งที่เขาเพียงผู้เดียวได้รับอำนาจในการควบคุมมัน

 

เฮ้อ...บ่นเพ้อไม่เข้าท่าว่ะ ชีวิตมีทางเลือกมากกว่านี้มั้ย

คิดอย่างหยั่งรากลงลึกไปก็เป็นปัญหาระดับชาติเลยเชียวนั่น

เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศชาตินี้เมืองนี้ที่เรื้อรังกันมานานแสนนาน...

 

เอาล่ะ ถึงไปรษณีย์ได้โดยรอดปลอดภัยก็ดีนักหนาแล้ว--

ที่ทำการไปรษณีย์ไม่มีอะไรต้องยุ่งยาก ต่อแถวเดินตาม ทำตามขั้นตอน

ถึงคิวก็แจ้งความจำนงถึงสิ่งที่จะต้องทำกับเจ้าหน้าที่ จ่ายตังค์  แล้วทุกอย่างก็เสร็จสิ้นโดยง่ายดาย

 

มีติดหูติดตาอยู่เพียงเล็กน้อย-- พนักงานไปรษณีย์ที่นี่มีแต่หนุ่มหนุ่มหล่อหล่อทั้งนั้น

ทำเอาออกจะมือไม้สั่นอยู่บ้าง ไม่นะไม่ ปกติเราไม่ได้ชอบคนหล่อเท่าไหร่ แต่มันก็อดที่จะประหม่าไม่ได้น่ะ

ทำอะไรผิดพลาดไปเพียงนิดก็ให้ถึงแก่อาการอายเอาได้ง่ายง่ายเหมือนกัน

 

เดินออกจากไปรษณีย์อย่างผู้มีชัย วันนี้เราจัดการธุระจำเป็นได้อย่างเป็นระบบ

ไม่มีสิ่งใดใดผิดพลาดให้ต้องมีเสียงร้องเรียกตามหลังเหมือนที่มักจะเป็น

 

คุณคะ(ครับ) คุณยังไม่ได้...เลยค่ะ(ครับ), คุณคะ(ครับ) คุณลืม...ค่ะ(ครับ)

 

ประตูบานกระจกปิดตัวลงอย่างสงบสวยงาม แต่กระนั้นในมือยังคงมีใบเสร็จค่าส่งพัสดุถือค้างไว้

ต้องรีบจัดการ ต้องรีบจัดการเก็บเข้ากระเป๋าโดยเร็ว ก่อนที่มันจะปลิวคว้างหายไปต่อหน้าต่อตา(อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว)

 

เปิดกระเป๋าเตรียมเก็บใบเสร็จ--

ของที่อยู่ภายในกระเป๋า อันได้แก่ บัตรเอทีเอ็ม และเศษกระดาษต่างต่างก็ร่อนหล่นออกมาจนได้

ก้มลงเก็บอย่างรักษาท่าทีที่สุด ทำให้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญโลกและมนุษย์...

 ก็ใครไม่เคยทำของตกหกหล่นกันบ้างเล่านั่น

 

เก็บของเข้ากระเป๋าสตางค์เรียบร้อย เตรียมก้าวขาเดินอีกก้าว

สติสัมปชัญญะบางส่วนหน่วงเหนี่ยวให้ยั้งคิดได้ทันว่า เงินในกระเป๋าที่มีอยู่สามร้อยบาทได้หายไปซะแล้ว

มันต้องหล่นไปพร้อมกับบัตรต่างต่างนั่นอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดให้นานเลย

 

และเพียงชั่วครู่เท่านั้น คิดไม่นานเลยจริงจริง

เดินกลับไปที่หน้าประตูตรงที่เก็บบัตรเข้ากระเป๋าเมื่อครู่ ห่างไปเพียงสามสี่ก้าวเท่านั้น

แต่ไม่เห็นมีร่องรอยของเงินจำนวนสามร้อยบาทนั่นเลย

 

งงงวยและทบทวนความทรงจำของตัวเองอยู่สักสามวินาที

เราไม่ได้ลืมนาโว้ย ตอนออกจากออฟฟิศเราเอาสตางค์ของตัวเองใส่มาด้วยสามร้อยบาทจริงจริงนี่หว่า

เป็นแบงก์ร้อยจำนวนสามใบ ได้รับทอนมาจากเซ่เว่นอีเลฟเว่นเมื่อวาน แบงก์ยังใหม่เอี่ยมกรีดนิ้วมือได้เลือดไหลซิบซิบเชียว

 

และก่อนที่จะคิดคาดโทษในความขี้หลงขี้ลืมของตัวเองไปมากกว่านี้

สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังกรีดแบงก์ร้อยพับใส่กระเป๋าหน้าอกเสื้อด้านขวา

...เรามองสบตากันชั่วแวบหนึ่ง...

 

ไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

 

ชายหนุ่มคนนั้นก็ปราดเข้าไปนั่งในรถกระบะคันใหม่เอี่ยมด้านที่นั่งคนขับ ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์นั้น

และก่อนที่ความรู้สึกและหัวสมองอันช้าเชือน(เสมอเสมอ)ของเราจะทันได้ฉุกคิดอะไร

 ชายคนนั้นก็สตาร์ทรถออกจากที่นั่นไปซะแล้ว...

 

นั่นเอง...ทิ้งให้เราได้ทันคิดว่า เงินสามร้อยบาทที่หายไปจากกระเป๋าของเรามันไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อของชายคนนั้นแล้ว

อย่างไม่ได้ปรักปรำ อย่างหัวสมองของคนความรู้สึกช้าจะทันคิดได้ อย่างเจ็บปวด เจ็บใจ

อย่างแสนเศร้าไปกับชะตากรรมของตัวเอง

อย่างแสนเศร้าไปกับพฤติกรรมเยี่ยงนั้นของมนุษย์ผู้หนึ่งที่หยิบของอื่นใดซึ่งไม่ใช่ของตนไปได้อย่างหน้าตาเฉย

 

เรา...ห่างจากเขาเพียงแค่ไม่กี่ก้าว

เขาไม่ต้องออกแรงกระแทกเสียงตะโกนเรียกเราด้วยซ้ำ

เขาแค่เปล่งเสียงออกมาเพียงเบาเบา

เพียงแค่เขาจะทำ...เราก็พร้อมที่จะหันหน้ากลับไป...และขอบคุณเขา

ยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มอันจริงใจอย่างที่สุดเท่าที่ผู้หญิงหน้าอูมแก้มป่องคนนี้จะทำได้

 

และเราคงต่างไม่ต้องมีเรื่องให้บาดหมางติดค้างใจกันไป

 

 ไม่ได้โมโหหรือโกรธเคือง แต่กลับรู้สึกเศร้า เป็นความเศร้าบาดลึก

จริงอยู่มันอาจไม่ใช่เงินจำนวนมากมายอะไรเลย

แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันมีความจำเป็นมากแค่ไหนสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้กลายสภาพมาเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้งของเรา...

 

เจ็บปวดและเศร้าใจไปกับการกระทำของชายผู้นั้น

ชายผู้ขับรถกระบะใหม่เอี่ยม ชายผู้ปฏิเสธการร้องเรียกให้เราหันกลับไป

ชายผู้ปฏิเสธสำนึกใฝ่ดีในตนเอง

 

ชายผู้หนึ่งซึ่งทำให้ความรกรุงรังของเมืองใหญ่กลายเป็นความน่าเกลียดน่าชังยิ่งขึ้นไปอีก...

 

กลับถึงออฟฟิศโทร.หาแม่ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้แม่ฟัง

แม่นิ่งไปสักพัก แล้วว่า...

 

ทีหน้าทีหลังก็ระวังระวังหน่อย เราน่ะชอบทำอะไรรีบรีบรนรนอย่างนี้อยู่เรื่อย,

แล้วไม่ต้องมามัวนั่งนึกเสียดายมันล่ะเงินนั่นน่ะ,

คิดเสียว่าชาติก่อนเราคงเคยไปหยิบยืมของเขามาแล้วไม่ได้ใช้คืนเขา...ไม่ต้องคิดมากนะลูก

 

วางโทรศัพท์แม่ไป รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ความเศร้าใจยังคงลอยวน...

 

คนเช่นนี้...แม่ยังใช้ระบบคิดเช่นนี้กับคนเช่นนี้ได้

 

เฮ้อ...อยากคิด อยากทำ และอยากเป็นให้ได้สักครึ่งหนึ่งของแม่ก็คงเพียงพอ

น่าจะเพียงพอนะสำหรับกลไกการป้องกันตัวเองจากแรงกระทบภายนอก...

 

ไม่รู้ว่าแม่ใช้หัวจิตหัวใจชนิดไหนกัน ในการจัดการกับความคิดประเภทนี้

กับคนประเภทนี้ และกับสถานการณ์เช่นนี้

 

...แต่ที่แน่แน่...

 

คงไม่ใช่ชนิดเดียวกันกับชายหนุ่มผู้นั้นอย่างแน่นอน

28 agosto

ฉันจะรักตัวเองให้มากขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ของชีวิตและการทำงานด้วยความป่วยไข้อีกแล้ว--
 
เหงือกบวม ปวดฟัน เจ็บคอ อะไรเนี่ยยยยย เป็นอะไรไปฟะตรู...
สังขารร่วงโรย...โดยไม่ส่งสัญญาณบอกกล่าวกันสักนิดเลย
เคยคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี ไม่ค่อยเจ็บป่วยเป็นโน่นเป็นนี่กะใครเค้า
แต่เดือนที่ผ่านมา ก็เจ็บโน่นนิดนี่หน่อยอยู่ตลอดเวลาเลย
รวมถึงอาการปวดบิดในกระเพาะอาหารที่ดูเหมือนจะลุกลามใหญ่โตนั่นอีกด้วย
 
เราละเลยการเอาใจใส่ดูแลตัวเองเกินไปนั่นเองนะ สมควร บอกได้คำเดียวเลยว่าสมควร...
 
ที่ผ่านมาเป็นแรมปี นอนดึกเป็นนิจ กินข้าวไม่เคยตรงเวลา ห่างไกลจากสภาวะสุขลักษณะและคุณภาพชีวิตที่ดีโดยสิ้นเชิง
 
วันนี้, ร่างกายก็เลยเริ่มเรียกร้องทวงถามถึงการดูแลเอาใจใส่ที่ดีบ้างแล้ว
ไม่ใช่สักแต่ว่าจะใช้ประโยชน์จากมัน โดยไม่เคยดูแลรักษา แล้วพออ่อนแอขึ้นมาจะไปโทษใครได้...
 
...นอกจากตัวเราเอง...
 
เมื่อเช้านี้ขณะที่นั่งรถเมล์มาทำงานก็เลยคิดทำสนธิสัญญาเล็กเล็ก พูดเสียงดังดังอยู่ข้างในใจกับตัวเองเอาไว้ว่า...
 
"จ้ะ ฉันจะเลือกกินแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์,
จ้ะ ฉันจะกินข้าวให้ตรงเวลา,
จ้ะ ฉันจะไปอุดฟันซี่ที่ผุซะที,
จ้ะ ฉันจะไม่นอนดึกมากนัก,
จ้ะ ฉันจะดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์เท่าที่จำเป็น
เอาแค่พอหนุกหนุกกับเพื่อนเพื่อนที่รู้ใจ,
และ...จ้ะ ฉันจะรักและดูแลตัวเองให้มากกว่านี้แน่นอน..."
 
ในเวลานี้เรากำลังจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ใหม่ให้กับชีวิตอีกมากมายหลายเรื่อง
หลายอย่างต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทาง...
การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้--
 
...อย่างน้อย...
 
เราก็ยังไม่อยากจากไป...โดยทิ้งให้คนที่รักเราและเรารักมากที่สุดในโลกต้องอยู่เพียงลำพัง
 
...................................................................................................
 
เอาล่ะนะ...เย็นนี้ถ้าหากงานไม่ยุ่งเหยิงจนเกินไปนักล่ะก็
 
เดี๋ยวเจอกันนะจ๊ะ หมอฟันคนสวย...ที่หน้าปากซอยนั่น
 

keereeboon wongchuen

Professione
Località