| keereeboon's profilethelONELYcENTURYclUB sin...PhotosBlogLists | Help |
|
November 22 บันทึกคดีเมื่อเย็นวาน--
ดูข่าวจากทีวี...
3 ราย คือจำนวนคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถเมล์ร่วมบริการ ขสมก.
2 ใน 3 รายเสียชีวิตทันที
อีกหนึ่งบาดเจ็บสาหัส!!!
......................
นี่ไม่ใช่ข่าวแปลกใหม่ประจำวัน ออกจะซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย แต่...
โคตรเศร้าและเจ็บปวด
เช้าวันนี้--
ฝนตกหนักแต่เช้ามืด
สำนึกรู้ได้ในทันทีทั้งที่ยังคงหลับไหล...
ว่า...รถคงติดเป็นแถวยาว
อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความแฉะลื่นของพื้นถนน
มันไม่มีอะไรแปลกใหม่ ซ้ำซาก ธรรมดา และน่าเบื่อหน่าย
.........................
รถเมล์สาย 92 ที่ต้องใช้บริการเป็นประจำ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ทุกทุกวัน...มันคล้ายจะกลายเป็นสมรภูมิรบพุ่งของทั้งผู้ให้บริการรถโดยสาร และผู้โดยสารประจำทาง
.........................
รถเมล์สาย 92 จอด(เกือบ)เทียบป้ายมีจำนวน 3 คัน
มันไม่ได้แนบชิดสนิทป้ายอย่างที่รถในความควบคุมของคนขับมารยาทดีและมีคุณธรรมพึงกระทำ
และ...แน่นอน เหล่าผู้โดยสารจำนวนมาก ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามรถไป
คนแก่เหนื่อยหอบตัวโยน หญิงสาวนักศึกษาในชุดกระโปรงสั้น-รองเท้าส้นสูง แทบพลิกคว่ำ
แม่หิ้วปีกแขนลูกเล็กจนบิดเบี้ยว...
กระเป๋าสรถเมล์ห้อยโหนขั้นบันไดตะโกนร้องบอกให้วิ่งเร็วเร็ว--
หลังฝนตกเช้านี้...
แดดร้อนแรงอย่างร้ายกาจ
รถเมล์ออกตัวอย่างกระชาก แทบจะลากถูคนสุดท้ายอย่างฉันที่ยังขึ้นไม่พ้นบันไดขั้นแรก
...........................
ฝันร้ายปรากฏตัวต่อหน้าฉัน และผู้โดยสารผู้ร่วมชะตากรรมทุกคน...
ตลอดเส้นทาง
มันเป็นเรื่องราวปกติ ธรรมดา และแสนจะน่าเบื่อหน่าย!!!
...........................
เมื่อบ่ายที่ผ่านมา--
ข้าวแกงใต้ร้านเดิมยังคงเป็นสถานที่ฝากท้อง...เช่นทุกวัน
ไอแดด...ยังคงระอุ
ดอกจากต้นพระยาสัตยาบรรณที่หน้าออฟฟิศ ร่วงโรยแทบหมดต้นแล้ว
แหงนหน้ามองดูยอดสูงลิ่วแข่งกับตึกพักอาศัยด้านหน้า
อืม...ฉันชื่นชมในความอุตสาหะ และพยายามของมัน
หากไม่เช่นนั้น...
ต้นต่ำเตี้ยของมันคงต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของตึกนั้นตลอดไป--
แม้ว่าฉันจะเกลียดกลิ่นหอมแรงของมันสักเพียงไหนก็ตาม...แต่ฉันก็ยังคงนึกรักในความพยามยามของมันอยู่ดี
...............................
เกือบจะผ่านมื้อกลางวันไปอย่างแสนธรรมดา
ชายร่างสันทัดคนหนึ่งเดินถือซองขาวหนึ่งปึกใหญ่เดินเข้ามาภายในร้าน...
เขาแจกซองนั้นให้กับทุกโต๊ะที่กำลังนั่นกินข้าว
ฉันเหลือบมอง...มันเป็นซองขาว มีตัวหนังสือสีน้ำเงิน พิมพ์ด้วยรูปแบบที่คุ้นเคย
'ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัด... '
ชายร่างสันทัดคนนั้นไม่ได้ไปในทันทีเมื่อแจกซองเสร็จ
เขายังคงยืนสงบนิ่งที่ข้างโต๊ะ ขณะที่ฉันกำลังตักข้าวเข้าปากคำสุดท้ายพอดี--
ฉันเหลือบมองหน้าเขา แววตาเขาเรียบเฉย ไม่ส่อความรู้สึกใดใด
แต่เขายังคงไม่ไปไหน...
ฉันพกเงินติดตัวแค่เพียงวันละหนึ่งร้อยบาท
เวลาออกไปกินข้าว ฉันหยิบเงินไปเพียง 40 บาท
อาหารมื้อนั้นของฉัน คะเนจากที่กินโดยสม่ำเสมอ ราคาจะอยู่ที่ 30 บาท
เหลืออีก 10 บาท ฉันตั้งใจจะเอาไว้ซื้อผลไม้ล้างปาก
...............................
ชายร่างสันทัดคนนั้นยังคงไม่ไปไหน
10 บาทที่เหลืออยู่ในกระเป๋า--
...หย่อนลงซองสีขาวนั้นไปเรียบร้อยแล้ว
ชายคนนั้นรับซองและเดินจากไป ปราศจากถ้อยคำใดใด...
................................
กลับเข้าออฟฟิศ แดดยังคงแรง ร้อน
เป็นเรื่องราวปกติ แสนธรรมดา และน่าเบื่อหน่าย
................................
ภาพลูกแมวติดอยู่ที่เกาะกลางถนนเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ผุดขึ้นมาท่ามกลางแสงร้อนของวันนี้
ภาพหมาพเนจรผอมโซ...ถูกรถชนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หน้าห้างใหญ่
มันวิ่งร้องเสียงดังหายไป--
เป็นเรื่องราวปกติ ธรรมดา และน่าเบื่อหน่าย
ทว่า...
"แสนเจ็บปวด"
.................................
ฉันทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย
ก็แค่บันทึกหน้าหนึ่ง--
...เท่านั้นเอง...
October 17 ความเปลี่ยนแปลง2 ปีที่แล้วฉันยังคงร้องไห้ สูญเสียน้ำตาและพลังงานมากมายให้กับบางสิ่งบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้
อันมีนามว่า 'ความเปลี่ยนแปลง'
2 ปีผ่านมาแล้ว จนถึงปัจจุบัน--
ฉันเรียนรู้ ยอมรับสิ่งเหล่านั้นอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น
เวลายังคงเคลื่อนไป ช้า เร็ว ไม่เท่าเทียมกัน
หากแต่สม่ำเสมอ...
นาฬิกาของใครก็ล้วนแตกต่างกัน
'ความเปลี่ยนแปลง'
ไม่ว่ามันจะคืบคลานมาในรูปแบบใด...ก็ล้วนแล้วแต่สร้างเมล็ดพันธุ์ใหม่ใหม่ให้แก่โลกทั้งสิ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างต่างมีวาระของตัวเอง
น้ำตา...แห้งเหือดได้ในไม่ช้าไม่นาน
ความเจ็บปวดอันฝังลึก...บางทีอาจถอนรากถอนโคนได้อย่างง่ายดายเพียงชั่วพริบตา
ความเข้าใจและยอมรับต่อความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของสิ่งต่างต่างบนโลกใบนี้
เป็นกุญแจ
เป็นยาดี
และเป็นเสมือนลมหายใจ...
ที่เราควรกำหนดรู้ทุกลมหายใจที่เข้าออก
...
October 10 huRti hurt myself today
to see if i still feel i focus on the pain the only thing that's real the needle tears a hole the old familiar sting try to kill it all away but i remember everything -- Trent Reznor , Nine Inch Nails Hurt --
**ลอกมาจากเว็บ Faylicity.com** September 27 ฝนหรือไร...?ฝนตกอย่างท่วมท้น ทุ่มเท และอย่างตั้งใจ เมื่อคืน...
รถติดชนิดที่เรียกว่าลงเดินยังเร็วซะกว่า...
น้ำท่วมเจิ่งนองท้องถนน...
ใครบางคนทำน้ำตาร่วงหล่นระหว่างทาง...
ท่ามกลางเม็ดฝนเม็ดหนาเป้ง...ชะน้ำตาหลายหยดนั้นไปด้วย
ฝน ลม ใบไม้ เศษกระดาษ และ หัวใจ ปลิวลอยคว้างจนไล่จับแทบไม่ทัน--
ฝนประจำฤดูกาล เรื่องราวแสนเศร้าประจำโลก...มากมาย
คนธรรมดาร้องไห้แทบทุกวัน...กับแทบทุกเรื่อง
น้ำเจิ่งนองท้องถนน...ไหลบ่าลงมาจากเหนือ...ลงใต้
น้ำนั่น...เจือน้ำตาใครบางคน-ใครหลายคน
และ...
อย่างไม่แน่ใจ ไม่ชัดเจน...คลุมเครือ
และ...
น่าสงสัย--
เราเผลอทำหยด...รวมไปด้วยหรือเปล่านะ
กับน้ำฝน และน้ำตาใครใคร...?
................................................................................
................................................................................
................................................................................
................................................................................
September 07 ไม่เท่ากันกรุงเทพฯอากาศร้อนอ้าวอย่างหนักหน่วงมาได้สองสามวัน--
แล้วเมื่อวาน เมื่อคืน และเมื่อครู่ที่ผ่านมา...ฝนเม็ดหนาหนัก มองแทบไม่เห็นว่าฝนที่ร่วงหล่นลงมานั้นมันเป็นเส้นสายยังไง
'ดีจัง' คือเสียงที่ลิงโลดอยู่ข้างในใจเรา
แต่เมื่อนึกไปถึงคนข้างนอก บนถนน คนใต้สะพานลอย หมาริมทาง แมวข้างถังขยะ ฯลฯ
ก็ทำเอาหุบยิ้มภายในแทบจะทันที...
ฝนเย็นฉ่ำชื่นมื่น... ชื่นใจ...หากมันตกอย่างเพียงพอ และพอดี
หากเราอาศัยร่มเย็นจากละอองฝนนั้นภายใต้หลังคาที่คุ้มบัง จากบ้านที่ผนังขอบมิดชิด
และ...ความเย็นอย่างพอดิบพอดีจากแรงสาดของเม็ดฝนนั้น--
...ภายในจิตใจคงต้องปราศจากเรื่องราวที่ทำให้เราหนาวเหน็บ...
-ชั่วโมงที่แล้ว-
ก่อนเดินเข้าออฟฟิศ เราก็ยังแหงนมองดูบนฟ้า...
ในใจคิดอะไรอยู่เงียบเงียบ
ป้าข้างบ้านเดินผ่านมา และบ่นว่า "อีกประเดี๋ยวฝนคงตกแล้ว"
เราเดินเข้าออฟฟิศไม่เร่งร้อน ก็เหมือนกับทุกทุกครั้ง เพราะป่านนี้คงยังไม่มีใครมาถึง
นอกจากวิทย์ ที่กิน-นอนอยู่ที่นี่
วิทย์เดินลงมาเปิดประตูเหล็กหนักอึ้งให้อย่างเคย
เสื้อยืด-กางเกงขาสั้น คือชุดนอนประจำของวิทย์
"วิทย์...ดีขึ้นยัง"
เราถามไถ่อาการไข้ของวิทย์ที่เป็นมาสองสามวันแล้ว-อย่างเคย
"ค่อยยังชั่วแล้วพี่ ยาหมดแล้ว คงไม่กินต่อแล้วล่ะ กินยามากมากไม่ดี"
วิทย์ตอบด้วยรอยยิ้มแห้งแห้งแบบคนที่ยังซมไข้ แต่สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะเลย
"อืม...พักผ่อนอีกวันสองวันคงดีขึ้นแหละนะ"
เราตอบออกไปยิ้มยิ้ม (แบบที่หมอ-พยาบาลมักจะให้กำลังใจคนไข้)
หลังพ้นจากหลังคาฟ้า เข้ามาในหลังคาตึกได้สักครึ่งชั่วโมงฝนก็เทลงมา...
"พี่จ๋อยผมจะออกไปซื้อพัดลมนะ เอามาไว้ที่ห้อง...มันร้อน..."
"อืม...ไปสิ เอาร่มไปด้วยดิ มีร่มนะ...เอามั้ย"
"ไม่เป็นไรหรอกพี่...ก็แค่เปียก"
"เอ้า...ก็เพิ่งฟื้นไข้อ่ะ"
"ไม่เป็นไร...อืม...มันก็แค่เปียกเท่านั้นจริงจริงอ่ะพี่"
"อ่ะ...ตามใจนะ"
สองพี่น้องพนักงานยิ้มให้กันนิดนึง
วิทย์เดินออกจากออฟฟิศไป มองดูฟ้าอีกฟากถนน
เรานั่งมองดูฝนคลุมฟ้าจากอีกฟากเช่นกัน...
เรื่องราวภายในของใครก็ต่างกัน--
อุณหภูมิในบรรยากาศ
ปริมาณเม็ดฝนที่หล่นกระทบ
และแม้กระทั่งความหนาวเหน็บภายนอก-ภายใน--
เราต่างก็รู้สึก...ไม่เท่ากัน
August 29 เศร้าว่ะวันนี้เกือบจะเป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่งของเราอยู่แล้วเชียว (ซึ่งปกติธรรมดา=ดี) หากว่าไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อบ่ายที่ผ่านมานั่นเข้าให้ซะก่อน--
หอบหนังสือกองใหญ่พะรุงพะรังขึ้นรถสองแถวออกไปหน้าปากซอยออฟฟิศ เพื่อจะนำไปส่งไปรษณีย์บึงทองหลาง แดดร้อนเปรี้ยง คนขับรถสองแถวซิ่งนรกแตก จนห่อหนังสือที่หอบอยู่บนตักนั่นแทบจะเทลงไปกองที่พื้นอยู่หลายหน
รถเลี้ยวเข้าท่าจอดที่หน้าปากซอย ผู้โดยสารหัวทิ่มหัวตำไปตามตามกัน แม้เหตุการณ์แนวรบด้านตะวันออก(กลาง)จะยังคงกรุ่นกรุ่น แต่สำหรับเหตุการณ์แบบนี้ คนขับรถโดยสารเยี่ยงนี้ในบ้านเราเมืองเรากลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ (เอ่อ...เกี่ยวกันตรงไหนฟะ) ที่ผู้โดยสารก็ทำได้เพียงสงบปากสงบคำ และพร่ำภาวนาร้องขอชีวิตและความปลอดภัยอยู่ข้างในใจ-แผ่วเบา
บางครั้งคล้ายกลายเป็นสิ่งเบาโหวงสำหรับการดำเนินชีวิตท่ามกลางความรีบร้อนรุนแรงขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อความอยู่รอดในมหานคร...เฮ้ย...เบาโหวงเชียวเหรอกับการเรียกร้องทวงถามถึงสิทธิของผู้บริโภค และการต้องเอาชีวิตไปแขวนเสี่ยงกับมนุษย์ผู้มีอวัยวะครบถ้วนเช่นเดียวกันกับเรา แต่กลับบ้าคลั่งทุกครั้งยามเมื่อตีนได้สัมผัสแตะคันเร่งที่เขาเพียงผู้เดียวได้รับอำนาจในการควบคุมมัน
เฮ้อ...บ่นเพ้อไม่เข้าท่าว่ะ ชีวิตมีทางเลือกมากกว่านี้มั้ย คิดอย่างหยั่งรากลงลึกไปก็เป็นปัญหาระดับชาติเลยเชียวนั่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศชาตินี้เมืองนี้ที่เรื้อรังกันมานานแสนนาน...
เอาล่ะ ถึงไปรษณีย์ได้โดยรอดปลอดภัยก็ดีนักหนาแล้ว-- ที่ทำการไปรษณีย์ไม่มีอะไรต้องยุ่งยาก ต่อแถวเดินตาม ทำตามขั้นตอน ถึงคิวก็แจ้งความจำนงถึงสิ่งที่จะต้องทำกับเจ้าหน้าที่ จ่ายตังค์ แล้วทุกอย่างก็เสร็จสิ้นโดยง่ายดาย
มีติดหูติดตาอยู่เพียงเล็กน้อย-- พนักงานไปรษณีย์ที่นี่มีแต่หนุ่มหนุ่มหล่อหล่อทั้งนั้น ทำเอาออกจะมือไม้สั่นอยู่บ้าง ไม่นะไม่ ปกติเราไม่ได้ชอบคนหล่อเท่าไหร่ แต่มันก็อดที่จะประหม่าไม่ได้น่ะ ทำอะไรผิดพลาดไปเพียงนิดก็ให้ถึงแก่อาการอายเอาได้ง่ายง่ายเหมือนกัน
เดินออกจากไปรษณีย์อย่างผู้มีชัย วันนี้เราจัดการธุระจำเป็นได้อย่างเป็นระบบ ไม่มีสิ่งใดใดผิดพลาดให้ต้องมีเสียงร้องเรียกตามหลังเหมือนที่มักจะเป็น
“คุณคะ(ครับ) คุณยังไม่ได้...เลยค่ะ(ครับ), คุณคะ(ครับ) คุณลืม...ค่ะ(ครับ)”
ประตูบานกระจกปิดตัวลงอย่างสงบสวยงาม แต่กระนั้นในมือยังคงมีใบเสร็จค่าส่งพัสดุถือค้างไว้ ต้องรีบจัดการ ต้องรีบจัดการเก็บเข้ากระเป๋าโดยเร็ว ก่อนที่มันจะปลิวคว้างหายไปต่อหน้าต่อตา(อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว)
เปิดกระเป๋าเตรียมเก็บใบเสร็จ-- ของที่อยู่ภายในกระเป๋า อันได้แก่ บัตรเอทีเอ็ม และเศษกระดาษต่างต่างก็ร่อนหล่นออกมาจนได้ ก้มลงเก็บอย่างรักษาท่าทีที่สุด ทำให้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญโลกและมนุษย์... ก็ใครไม่เคยทำของตกหกหล่นกันบ้างเล่านั่น
เก็บของเข้ากระเป๋าสตางค์เรียบร้อย เตรียมก้าวขาเดินอีกก้าว สติสัมปชัญญะบางส่วนหน่วงเหนี่ยวให้ยั้งคิดได้ทันว่า เงินในกระเป๋าที่มีอยู่สามร้อยบาทได้หายไปซะแล้ว มันต้องหล่นไปพร้อมกับบัตรต่างต่างนั่นอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดให้นานเลย
และเพียงชั่วครู่เท่านั้น คิดไม่นานเลยจริงจริง เดินกลับไปที่หน้าประตูตรงที่เก็บบัตรเข้ากระเป๋าเมื่อครู่ ห่างไปเพียงสามสี่ก้าวเท่านั้น แต่ไม่เห็นมีร่องรอยของเงินจำนวนสามร้อยบาทนั่นเลย
งงงวยและทบทวนความทรงจำของตัวเองอยู่สักสามวินาที เราไม่ได้ลืมนาโว้ย ตอนออกจากออฟฟิศเราเอาสตางค์ของตัวเองใส่มาด้วยสามร้อยบาทจริงจริงนี่หว่า เป็นแบงก์ร้อยจำนวนสามใบ ได้รับทอนมาจากเซ่เว่นอีเลฟเว่นเมื่อวาน แบงก์ยังใหม่เอี่ยมกรีดนิ้วมือได้เลือดไหลซิบซิบเชียว
และก่อนที่จะคิดคาดโทษในความขี้หลงขี้ลืมของตัวเองไปมากกว่านี้ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังกรีดแบงก์ร้อยพับใส่กระเป๋าหน้าอกเสื้อด้านขวา ...เรามองสบตากันชั่วแวบหนึ่ง...
ไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
ชายหนุ่มคนนั้นก็ปราดเข้าไปนั่งในรถกระบะคันใหม่เอี่ยมด้านที่นั่งคนขับ ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์นั้น และก่อนที่ความรู้สึกและหัวสมองอันช้าเชือน(เสมอเสมอ)ของเราจะทันได้ฉุกคิดอะไร ชายคนนั้นก็สตาร์ทรถออกจากที่นั่นไปซะแล้ว...
นั่นเอง...ทิ้งให้เราได้ทันคิดว่า เงินสามร้อยบาทที่หายไปจากกระเป๋าของเรามันไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อของชายคนนั้นแล้ว อย่างไม่ได้ปรักปรำ อย่างหัวสมองของคนความรู้สึกช้าจะทันคิดได้ อย่างเจ็บปวด เจ็บใจ อย่างแสนเศร้าไปกับชะตากรรมของตัวเอง อย่างแสนเศร้าไปกับพฤติกรรมเยี่ยงนั้นของมนุษย์ผู้หนึ่งที่หยิบของอื่นใดซึ่งไม่ใช่ของตนไปได้อย่างหน้าตาเฉย
เรา...ห่างจากเขาเพียงแค่ไม่กี่ก้าว เขาไม่ต้องออกแรงกระแทกเสียงตะโกนเรียกเราด้วยซ้ำ เขาแค่เปล่งเสียงออกมาเพียงเบาเบา เพียงแค่เขาจะทำ...เราก็พร้อมที่จะหันหน้ากลับไป...และขอบคุณเขา ยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มอันจริงใจอย่างที่สุดเท่าที่ผู้หญิงหน้าอูมแก้มป่องคนนี้จะทำได้
และเราคงต่างไม่ต้องมีเรื่องให้บาดหมางติดค้างใจกันไป
ไม่ได้โมโหหรือโกรธเคือง แต่กลับรู้สึกเศร้า เป็นความเศร้าบาดลึก จริงอยู่มันอาจไม่ใช่เงินจำนวนมากมายอะไรเลย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันมีความจำเป็นมากแค่ไหนสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน สำหรับผู้กลายสภาพมาเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้งของเรา...
เจ็บปวดและเศร้าใจไปกับการกระทำของชายผู้นั้น ชายผู้ขับรถกระบะใหม่เอี่ยม ชายผู้ปฏิเสธการร้องเรียกให้เราหันกลับไป ชายผู้ปฏิเสธสำนึกใฝ่ดีในตนเอง
ชายผู้หนึ่งซึ่งทำให้ความรกรุงรังของเมืองใหญ่กลายเป็นความน่าเกลียดน่าชังยิ่งขึ้นไปอีก...
กลับถึงออฟฟิศโทร.หาแม่ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่นิ่งไปสักพัก แล้วว่า...
“ทีหน้าทีหลังก็ระวังระวังหน่อย เราน่ะชอบทำอะไรรีบรีบรนรนอย่างนี้อยู่เรื่อย, แล้วไม่ต้องมามัวนั่งนึกเสียดายมันล่ะเงินนั่นน่ะ, คิดเสียว่าชาติก่อนเราคงเคยไปหยิบยืมของเขามาแล้วไม่ได้ใช้คืนเขา...ไม่ต้องคิดมากนะลูก”
วางโทรศัพท์แม่ไป รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ความเศร้าใจยังคงลอยวน...
คนเช่นนี้...แม่ยังใช้ระบบคิดเช่นนี้กับคนเช่นนี้ได้
เฮ้อ...อยากคิด อยากทำ และอยากเป็นให้ได้สักครึ่งหนึ่งของแม่ก็คงเพียงพอ น่าจะเพียงพอนะสำหรับกลไกการป้องกันตัวเองจากแรงกระทบภายนอก...
ไม่รู้ว่าแม่ใช้หัวจิตหัวใจชนิดไหนกัน ในการจัดการกับความคิดประเภทนี้ กับคนประเภทนี้ และกับสถานการณ์เช่นนี้
...แต่ที่แน่แน่...
คงไม่ใช่ชนิดเดียวกันกับชายหนุ่มผู้นั้นอย่างแน่นอน August 28 ฉันจะรักตัวเองให้มากขึ้นเริ่มต้นสัปดาห์ของชีวิตและการทำงานด้วยความป่วยไข้อีกแล้ว--
เหงือกบวม ปวดฟัน เจ็บคอ อะไรเนี่ยยยยย เป็นอะไรไปฟะตรู...
สังขารร่วงโรย...โดยไม่ส่งสัญญาณบอกกล่าวกันสักนิดเลย
เคยคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี ไม่ค่อยเจ็บป่วยเป็นโน่นเป็นนี่กะใครเค้า
แต่เดือนที่ผ่านมา ก็เจ็บโน่นนิดนี่หน่อยอยู่ตลอดเวลาเลย
รวมถึงอาการปวดบิดในกระเพาะอาหารที่ดูเหมือนจะลุกลามใหญ่โตนั่นอีกด้วย
เราละเลยการเอาใจใส่ดูแลตัวเองเกินไปนั่นเองนะ สมควร บอกได้คำเดียวเลยว่าสมควร...
ที่ผ่านมาเป็นแรมปี นอนดึกเป็นนิจ กินข้าวไม่เคยตรงเวลา ห่างไกลจากสภาวะสุขลักษณะและคุณภาพชีวิตที่ดีโดยสิ้นเชิง
วันนี้, ร่างกายก็เลยเริ่มเรียกร้องทวงถามถึงการดูแลเอาใจใส่ที่ดีบ้างแล้ว
ไม่ใช่สักแต่ว่าจะใช้ประโยชน์จากมัน โดยไม่เคยดูแลรักษา แล้วพออ่อนแอขึ้นมาจะไปโทษใครได้...
...นอกจากตัวเราเอง...
เมื่อเช้านี้ขณะที่นั่งรถเมล์มาทำงานก็เลยคิดทำสนธิสัญญาเล็กเล็ก พูดเสียงดังดังอยู่ข้างในใจกับตัวเองเอาไว้ว่า...
"จ้ะ ฉันจะเลือกกินแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์,
จ้ะ ฉันจะกินข้าวให้ตรงเวลา,
จ้ะ ฉันจะไปอุดฟันซี่ที่ผุซะที,
จ้ะ ฉันจะไม่นอนดึกมากนัก,
จ้ะ ฉันจะดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์เท่าที่จำเป็น
เอาแค่พอหนุกหนุกกับเพื่อนเพื่อนที่รู้ใจ,
และ...จ้ะ ฉันจะรักและดูแลตัวเองให้มากกว่านี้แน่นอน..."
ในเวลานี้เรากำลังจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ใหม่ให้กับชีวิตอีกมากมายหลายเรื่อง
หลายอย่างต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทาง...
การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้--
...อย่างน้อย...
เราก็ยังไม่อยากจากไป...โดยทิ้งให้คนที่รักเราและเรารักมากที่สุดในโลกต้องอยู่เพียงลำพัง
...................................................................................................
เอาล่ะนะ...เย็นนี้ถ้าหากงานไม่ยุ่งเหยิงจนเกินไปนักล่ะก็
เดี๋ยวเจอกันนะจ๊ะ หมอฟันคนสวย...ที่หน้าปากซอยนั่น August 16 กลิ่นสีที่ออฟฟิศเริ่มงานใหม่มาได้หลายวันแล้ว
แต่ดูเหมือนยังคงไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่
แถมยังหยุดไปแล้วถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นไข้
ครั้งที่สอง
เมื่อวานนี้--
เกิดอาการตาแดง เจ็บ และมีน้ำไหลออกจากตาตลอดเวลา
หาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี...หมอบอกว่าเป็นตาแดงชนิดติดเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งจะหายยากกว่าตาแดงชนิดอื่นสักหน่อย แล้วยังมีอาการต้อลมร่วมด้วย
สองเดือนมานี้--เรารู้สึกได้ถึงความอ่อนแอภายในตัวเองอย่างมาก
ทั้งร่างกาย และจิตใจ
เหมือนหลายสิ่งหลายอย่างรุมเร้าเรียงหน้าเข้ามาโดยพร้อมเพรียงกัน
แต่ก็ไม่ได้ระเบิดตู้ม...มันค่อยค่อยกัด ค่อยค่อยกร่อน ทีละนิดทีละหน่อย
แต่อาจเป็นความโชคดีของชีวิตคนอย่างเรารึเปล่าก็ไม่รู้นะ...
ด้วยความที่เป็นคนหลงหลงลืมลืม และไม่เคยผูกใจเจ็บ ติดใจกับเรื่องราวร้ายร้ายใดใดที่ผ่านเข้ามา
บางเรื่องที่เคยร้าย บางคนที่เคยร้าย...พอนึกย้อนกลับไป
มันก็เป็นแค่เหตุการณ์ธรรมดาโลก ที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับคนธรรมดาคนหนึ่ง...เท่านั้นเอง
ออฟฟิศใหม่กับการเริ่มงานใหม่...
กลิ่นสียังคงลอยอบอวลทุกครั้งที่ผลักบานประตูเปิดเข้าไป
สถานที่ ผู้คนรายรอบ ยังคงคล้ายแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
บางครั้ง...เราก็เหนื่อยเหลือเกินกับการต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ใหม่
กับผู้คน ความสัมพันธ์ และบรรายากาศรายรอบชีวิต
แต่บางครั้ง...เราก็ชื่นชอบชื่นใจไปกับมัน กับความสัมพันธ์ใหม่ใหม่ ผู้คนใหม่ใหม่
ไม่ค่อยได้เคยคิดหรอกนะ ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ใหม่อีกสักกี่ครั้ง
ไม่ค่อยได้คิดว่า...ความผิดหวังจะพลัดหลงเข้ามาอีกสักกี่ที
เพราะงั้น ความคาดหวังกับชีวิตก็เลยไม่ค่อยมีติดฝังอยู่ในหัวสมองขี้หลงขี้ลืมนี้นัก
เมื่อมีเรื่องผ่านเข้ามาทั้งดีและร้าย ก็แค่เตรียมตั้งรับ...
รับได้บ้าง ต้องใช้เวลาบ้างกว่าจะรับและทำใจได้...ในหลายครั้ง
แต่ทั้งหมด มันก็แค่เคยผ่านเข้ามาเท่านั้น
......................................................
อาการตาแดงแดง เจ็บปวดนิดนิดหน่อยหน่อยในวันนี้--
หยอดยาตามที่หมอสั่งอีกสักสองสามวันก็น่าจะดีขึ้น
กลิ่นสีที่ติดผนังออฟฟิศใหม่นี่ก็ด้วย สักวันก็คงค่อยค่อยจางลง
หรือไม่ก็...เราเองที่อาจค่อยค่อยเริ่มเคยชินกับมันไปซะก่อน
ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน เจ็บป่วยได้ทุกวัน สุขสบายก็ได้ทุกวันเช่นกัน
เราจะเลือกแบบไหนกันล่ะ...
แต่วันนี้เราก็แค่พยายามจัดการเรื่องราวภายในให้เป็นระบบระเบียบได้บ้างเท่านั้น
เคยบ่นรำคาญกับความขี้หลงลืมเลือนในหัวสมองของตัวเอง--
วันนี้...เรากลับรู้สึกนึกชอบมันขึ้นมาบ้าง
เรื่องร้ายร้าย มีติดอยู่เพียงกลิ่นจางจาง
เรื่องดีดี แม้บางเรื่องจะลืมเลือนไปบ้างแล้ว...
แต่เราก็มีหัวใจที่พยายามจะแข็งแรงไว้เตรียมรับกับเรื่องใหม่ใหม่ที่จะเกิดขึ้นเสมอ
นั่นสินะ...วันนี้ที่ออฟฟิศ...
ก็ไม่มีใครบ่นเรื่องกลิ่นสีที่ลอยอวลอยู่อีกเลยสักคน
August 12 ชมตลาดเมื่อเช้า… ได้มีโอกาสลุกจากที่นอน และหลุดพ้นจากกิริยาอาการกลิ้งเกลือกไปมาบนที่นอนจนสายโด่ได้บ้างแล้ว สภาพอากาศของเช้านี้สดชื่น ลมพัดเย็นฉิว คล้ายอยู่ติดริมแม่น้ำ… เดินเรื่อยเฉื่อย ใจไม่รีบเร่ง สาวเท้าก้าวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ย่ำไปบนพื้นคอนกรีตเมืองกรุง แต่เป็นซอกหลืบหนึ่งของเมืองกรุง หนึ่งในอีกหลายหลายซอกหลืบ…ที่ตึกใหญ่ของเมืองนี้บดบังซะจนเกือบมิด ด้วยความที่เติบโตในเมือง พูดได้เต็มปากเต็มคำล่ะนะว่าเป็นเด็ก 'เทพน่ะ (แม้ว่าปัจจุบันเกือบจะกลายเป็นคนเมืองนนท์ไปแล้วก็เหอะ) เราจึงไม่เคยเบื่อ ไม่เคยรังเกียจความเป็นเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร เราถือว่ามันคือบ้านเกิด แม้จะเคยบ่นอยู่ออกบ่อยว่าอิจฉาคนที่มีบ้านต่างจังหวัดให้กลับไปเยี่ยม แต่ลึกลึกในใจแล้วเราก็ยังคงรักเมืองใหญ่เมืองนี้ อย่างน้อยก็ในฐานะที่มันคือจังหวัดที่เราเกิดนั่นแหละ แน่นอน เสียงที่บ่นเบื่อไปกับความอึดอัดน่ารำคาญ ความรกรุงรัง และความใจร้ายอย่างน่าเกลียดของมนุษย์บางประเภท ที่ถูกสูบกลืนวิญญาณไปกับวัตถุล่อหลอกหลายชนิดที่หาได้ง่ายในเมือง อาจมีหลุดลอดออกจากปากเราบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้เราจนถึงกับต้องหลบหนีจากความเป็นเมืองไปซะ พล่ามอะไรซะยาวยืด-- เราก็แค่อยากเขียนถึงชุมชนหนึ่งที่ได้ไปสัมผัสมาเท่านั้น 'ชุมชนตลาดเพชรพลอย' ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่นักหรอก ก็แค่ชุมชนหนึ่งที่ซุกซ่อนตัวอยู่ รายล้อมไปด้วยตึกเก่าเก่า บ้านเรือนเก่าเก่า ทั้งปูนและไม้ แต่ละบ้านปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ผล ตรอกทางเดินเล็กเล็กแคบแคบนั้นก็เต็มพรืดไปด้วยขี้หมาหลายหลายกอง มันก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนักหรอกนะ เพียงแต่เราแทบจะไม่เห็นตัวผู้ก่อการร้ายที่มาทิ้งทุ่นระเบิดไว้ตามทางนั่นเลยนี่สิ ทิ้งไว้เพียงแค่ก้อนหลักฐาน สดใหม่ แห้งกลม หรือบางกองก็บี้แบนติดพื้นถนนแล้วเท่านั้น เราชอบวิถีชีวิตยามเช้า ไม่ว่าที่ไหนไหน ผู้คนก็คงใช้ชีวิตไม่แตกต่างกันนัก คนต้องกินข้าว คนต้องออกไปทำงาน คนแก่แก่ต้องใส่เสื้อลูกไม้ขาว-นุ่งซิ่น หิ้วตะกร้าใส่ปิ่นโต ดอกไม้ไปวัดกัน เป็นวิถีชีวิตที่เคลื่อนไป ชุมชนตลาดเพชรพลอยอยู่ในย่านสี่พระยา (คิดว่าข้อมูลไม่น่าจะคลาดเคลื่อนนะ) มีตลาดสดเล็กเล็ก มีร้านขายโจ๊ก ขายน้ำเต้าหู้ ขายหมูปิ้ง ขายกับข้าวตักบาตรถุงละสิบ ขายขนมหวานเป็นหม้อหม้อ ขายขนมครก อาหารอีสานแบบกะทัดรัดก็ยังมี(แบบเป็นรถเข็น มีส้มตำ ไก่ปิ้ง ข้าวเหนียวร้อนร้อน ควันฉุยฉุยน่ะ) ผู้คนที่แลกเปลี่ยนซื้อขายกันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนขายก็ขายกันที่หน้าบ้าน คนซื้อก็เดินออกมาจากบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เกิดเป็นสังคมซื้อขายแลกเปลี่ยนกันง่ายง่าย เล็กเล็ก แบบพอดีพอดี พอให้ท้องไส้ในยามเช้าได้มีอะไรมารองอุ่นอุ่น ก่อนจะออกไปเผชิญโลกท่ามกลางเปลวแดดและควันเมือง ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงความประทับใจยามเช้าที่อยากเล่าสู่กันฟัง นึกขึ้นมาแล้วก็คงเป็นรสนิยมส่วนตัวด้วย ที่ชอบไปเหยียบไปย่ำซ้ำรอยและแทรกตัวให้กลมกลืนไปกับผู้คนในชุมชนนั้นนั้น ตลาดเช้า ตลาดค่ำ และการดำเนินชีวิตเรียบง่ายของผู้คน ที่ไหนไหนก็มีเสน่ห์นะ ก็ในเมื่อคนเรายังต้องกิน ต้องใช้ ต้องจับจ่าย อาหารธรรมดาง่ายง่ายอย่างโจ๊ก น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋นั่นน่ะ เชื่อเหอะ ไม่ว่าตลาดไหนไหน(ในเมืองไทย) ก็คงต้องมี… ส่วนภาพชีวิตแสนธรรมดาที่อาจมีเฉพาะในเมืองใหญ่… มองให้ลึก คิดให้นาน อาจดูเป็นเรื่องเศร้า แต่เมื่อมองลึกและนานจนพอเข้าใจแล้ว นั่นมันก็คือชีวิต…คือชีวิตที่เราต้องใช้จ่ายและดำเนินไปนั่นแหละนะ "กินเร็วเร็วสิ แม่ต้องรีบไปทำงานนะ สายแล้วเนี่ย" แม่-ที่ดูจากรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ และฟังจากน้ำเสียงแล้วคงไม่ใช่คนเมืองโดยกำเนิด กำลังบ่นเร่งให้ลูกชายอายุราว 8 ขวบ รีบกินโจ๊ก "…" ลูกชายเงียบ ละเลียดโจ๊กร้อนร้อนต่อไปอย่างช้าช้า "เอ้า สายแล้วนะเนี่ย เดี๋ยวต้องไปซักผ้าอีก รีบกินเร็วเร็วเข้า รู้มั้ยว่าทำให้แม่ลำบากทำให้แม่เหนื่อยนี่มันบาปนะ รู้มั้ยฮื้อออ...กินเร็วเร็ว" "…" "อ่ะ เดี๋ยวแม่ไปก่อนนะ นั่งกินกะพี่เค้า แล้วขากลับข้ามถนนดีดีล่ะ ระวังรถนะรู้มั้ย ชอบทำให้แม่เหนื่อยอยู่เรื่อย สายแล้วนะเนี่ย เอ้าบอกให้กินเร็วเร็วเข้า" "…" "ได้ยินมั้ย ข้ามถนนดีดีล่ะ หมูน่ะกินเข้าไปด้วย เหลือไว้ทำไม…" "แม่ไปนะ สายแล้ว…เดี๋ยวไปทำงานไม่ทันพอดี ชอบทำให้เหนื่อยอยู่เรื่อย เอ้ารีบกิน กินเร็วเร็วสิ" "…" แล้วแม่-ก็ยังคงวนเวียน พร่ำบ่น น้ำเสียงสลับกันไปมาระหว่างความรีบร้อนจะไปทำงาน กับความห่วงใยในตัวลูกชายทั้งสองอยู่อีกพักใหญ่เลย… เฮ้อ…ฟังแล้วก็ให้เหนื่อยแทนทั้งแม่และลูก แต่เราก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้อ่ะนะ ก็ชีวิตน่ะ…จะทำให้ง่ายทั้งที ที่จริงแล้วมันก็ไม่เห็นว่าจะยากตรงไหนเลยนี่ ............................................. จริงมั้ย...? July 29 มาม่า ทูน่า และอาซาฮีเมื่อคืน… หลังจากแยกกับบอลและยีนแถวสยามแล้ว เราก็พุ่งตรงกลับบ้านทันที ใจคิดถึงแม่และตั้งใจจะอ้อนกับแม่ว่า พรุ่งนี้เรามาทำไก่ผัดขิงกินกันเถอะ (เราเตรียมเครื่องให้แม่ แล้วแม่ก็เป็นคนผัดไง)
ระหว่างทางที่ใกล้จะถึงบ้าน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูด้วยความเคยชิน มีมิสคอล 2 สาย จากบีม-- โทรกลับไปได้ความว่า บีมจะชวนไปดื่มที่ตักสุรา โห…พลาดไป พลาดไปอย่างน่าเสียดาย
ไม่นะ เราไม่ได้รักการดื่มขนาดนั้นหรอก แต่เราก็ชอบบรรยากาศเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนเพื่อนและคนคุ้นเคยมากกว่า หากบ้านไม่ไกลมาก และความรู้สึกถวิลหาไก่ผัดขิงของแม่ไม่รุนแรงเกินไป เราก็อาจจะย้อนกลับไปนั่งดื่มกับทุกคนแล้ว
...แต่…
ไก่ผัดขิงของแม่ชนะทุกสิ่งในโลกอ่ะ-- แค่คิดขึ้นมาเมื่อวาน น้ำลายก็สอออกมาที่ข้างกระพุ้งแก้มเต็มไปหมด ตะกละนี่หว่าเฮ่ย…
กลับเข้าบ้านตอนสี่ทุ่ม บ้านเงียบเชียบ ไฟดับสนิท แม่ยังไม่กลับจากบ้านยายนั่นเองนะ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย… เดินเข้าบ้านอย่างหงอยหงอย รู้งี้แวะซื้อเบียร์ที่เซ่นเว่นฯเข้ามาด้วยก็ดีหรอก เออ…แล้วทำไมเหงาเหงาก็ต้องจิบเบียร์ฟะ เคยตัวจริงนั่น
อาบน้ำอาบท่า แล้วมานั่งหน้าคอมฯ เช็คนู่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ท้องร้องโครกกกกกก… ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่กับเกาเหลาที่ฟาดไปเมื่อเย็น ย่อยสลายและถูกถ่ายเทไปจนเกลี้ยงแล้วที่ห้องน้ำในพารากอน เปิดตู้เย็น ตั้งใจจะควานหาอะไรมาสังเวยท้องไส้ยามดึกซะหน่อย ดันไปเจอเบียร์อาซาฮีซุกซ่อนอยู่หนึ่งกระป๋องในช่องแช่ผัก อ่า…เสร็จเรา
ว่าแล้วก็แล้วเดินไปเสียบกาต้มน้ำร้อน เทมาม่าต้มยำใส่ชาม เปิดทูน่ากระป๋องไว้รอท่า
ผ่านไปเกือบชั่วโมง สูดเส้นมาม่าซดน้ำจนเกลี้ยง ทูน่าเหลือติดก้นกระป๋องเล็กน้อย เลยเทให้เจ้าดุลที่จ้องตาเป็นมันอยู่นานแล้ว…มันตวัดลิ้นสองสามทีก็เกลี้ยง ส่วนเบียร์นั่นก็พร่องไปจนเกือบครึ่งแล้ว
นั่งละเลียดเบียร์ไปพลางฟังเพลง คิดถึงเพื่อนเพื่อนที่ตักสุรา ป่านนี้คงสนุกสนาเฮฮาตามเคย เลยทำทีเป็นชูกระป๋องเบียร์ขึ้น
เอ้า...เชียส!!!
ซดเบียร์จนหมด ไม่มึนไม่เมา แต่เหงาเล็กน้อยพอให้ใจรู้สึกรู้สา นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยต่ออีกสักพัก ก็ยกตัวขึ้น…ไปนอนดีกว่าแฮะเรา
วันนี้บ่ายบ่ายแม่ก็คงกลับแล้ว กินไก่ผัดขิงช้าไปอีกวันก็ยังไม่สายหรอก แล้วเดี๋ยวจะคิดเมนูคุ้นปากให้แม่ทำให้อีกสองสามอย่าง…ดีกว่า
อืมนะ เกิดเป็นลูกแม่คนนี้มันก็ดีและมีความสุขตามประสาอย่างนี้น่ะเอง ถึงอ้วนตายก็ไม่เสียดายชีวาล่ะว้า โฮะโฮะโฮะ
July 24 เช้านี้...เช้านี้อากาศดีจัง ดีจริงจริงนะ--
บรรยากาศมันคลับคล้ายปลายฝนต้นหนาวน่ะ แต่ยังไม่ใช่หรอกนะ มันยังไม่ใช่ซะหน่อย ก็แค่แดดดีดีในเช้าวันที่ฝนเว้นช่วง และเราตื่นมาซักผ้าก่อนเจ้าบาส-บูมจะไปโรงเรียนซะอีก
ซักผ้าไป สูดกลิ่นลมไป อ่า…มีกลิ่นของน้ำขยะเน่าเน่าที่รถขยะเมื่อเช้ามาทำไหลย้อยไว้ตามพื้นอยู่บ้าง แต่เราก็สูดมันจนเข้าไปเต็มปอดแล้ว
แม่บอกให้เอาสายยางฉีดน้ำฉีดไปที่ถนนซะ เพราะอีกเดี๋ยวฝูงแมลงวันก็จะมากันยุ่บ
...ฉีด ฉีด ฉีด…
น้ำสาดเป็นสายกระเซ็นกระจายออกจากสายยาง ซึ่งเราเอานิ้วโป้งอวบอวบของตัวเองปิดจุกสายยางซะหนึ่งในสี่ส่วน แดดจากดวงอาทิตย์ไข่แดงส่องทำมุมลงมาเฉียงเฉียง
เฮ้ย…มันสวยว่ะ มันเป็นประกายวิบวับ วิบวับ และเราก็ฉีดเล่นอยู่อย่างนั้นเป็นนาน…
แดดมันก็ยังไม่หายไปไหนน่ะนะ
ไม่ต้องกังวลแล้วว่าเย็นนี้ฝนจะตกลงมารึเปล่า เพราะเราสูดซับเอาแดดยามเช้าเข้ามาจนเต็มที่แล้ว
ความทรงจำในแดด ความทรงจำในกระแสลม ความทรงจำในยามพายุฝน ความทรงจำของกลิ่นเหม็นเน่าขยะ ความทรงจำในภาพฝูงแมลงวัน ความทรงจำในภาพรุ้งริ้วริ้วจากสายน้ำที่กระเซ็นออกจากสายยางสีเขียว
เฮ้ย จดจำเอาไว้เลยนะ-- เพราะวันที่จิตดีดีแบบนี้สำหรับเราหาไม่ได้ง่ายนักหรอก
นั่งซึมซับบรรยากาศกับแดดดีดีของเช้านี้อยู่อีกซักพัก ผ้าที่ปั่นในเครื่องซักผ้าก็ส่งเสียงดังครืดครืด เคร้งเคร้ง เป็นอันว่าผ้าที่ปั่นหมาดได้ที่แล้ว
แต่ก็ยังคงโอ้เอ้อยู่จนพอใจ ก็แดดวันนี้มันไม่มีทีท่าว่าจะหนีหายไปไหนง่ายง่ายนี่หว่า…
จะรีบร้อนทำไม ใช้เวลาให้หมดเปลืองไปให้มากที่สุดดีกว่า ไหนไหนก็จะเหลวไหลแล้ว ทำอะไรรีบรีบรนรน แบบคนกระตือรือร้นน่ะ มันดูผิดคอนเซ็ปต์ผิดวิสัยของวันเวลาอย่างนี้นี่นา
อ้อยอิ่งอยู่จนพอใจได้ที่ เดินไปหยิบผ้าขึ้นตากบนราว
เดินตัวปลิวเข้าไปในบ้าน หยิบแผ่นซีดี เดอะ แครนเบอร์รี่ส์ ชุดรวมฮิต ที่ซื้อมาเมื่อวันก่อนยัดลงเครื่องเล่น…
ไม่ได้ฟังซะนาน…มันยังเพราะและฟังเคลิ้มเคลิ้มได้ดีอยู่เหมือนเดิมเลยเว้ยเฮ้ย
ก่อนที่จิตจะล่องไปมากกกว่านี้ แม่นั่นแหละ เสียงของแม่นั่นเองที่กระตุ้นให้ยังรู้ว่า แดดดีดีไม่ได้มีแค่วันนี้วันเดียวนะ
"น้ำเต้าหู้เย็นแล้ว…จะกินเลยมั้ย แม่จะอุ่นให้"
แม่ชะโงกหน้ามาถามที่ประตู เราหันกลับไปมองดูหน้าแม่...
อืม…นั่นแดดก็ส่องใบหน้าแม่จนเป็นประกายวิบวับ วิบวับไปด้วยนี่นา
แม่ยังสาวยังสวยอยู่เลย โดยเฉพาะเสียงเย็นเย็นอ่อนโยนแบบที่คุ้นเคยนั้นด้วย… July 18 หมูกระทะและโรตีสมชายเมื่อคืน--
หลังจากที่กินหมูกระทะตรงราชเทวีกับบอล ยีน และเติร์ด เสร็จเรียบร้อยก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
เราบ่นกับเติร์ดเอาไว้ว่า ไม่ค่อยอยากขึ้นรถไฟฟ้าเลย เกรงใจคนอื่นชะมัด เพราะกลิ่นควันที่ติดตัวนั่นมันคงรุนแรงไม่เบาถ้าหากว่าเข้าไปอยู่ในแอร์แบบนั้น
เติร์ดปลอบใจว่า ไม่เป็นไรหรอกพี่จ๋อย ใครใครเขาก็กินกัน คงมีเพื่อนขึ้นขบวนเดียวกันอยู่บ้างหรอก อืม…เราก็ได้แต่พยักหน้าตอบไป แล้วแยกทางกับเติร์ดบนสถานีรถไฟฟ้านั่นเอง โดยที่เติร์ดไปขึ้นแท็กซี่กลับหอ ที่ถนนฟากตรงข้าม
ในขบวนรถไฟฟ้า สถานีราชเทวี มีคนขึ้นลงเพียงประปรายเท่านั้น ทั้งทั้งที่เพิ่งจะสามทุ่มนิดนิด เราก้าวขาเข้าไปด้านใน เลือกยืนชิดริมประตู ทั้งทั้งที่มีที่ว่างให้นั่งตั้งมากมาย แต่ก็นั่นน่ะนะ ไม่อยากให้กลิ่นควันไฟหมูกระทะนั่นไปรบกวนโสตจมูกคนอื่นมากนัก
และก็จริงอย่างคาด ขนาดยืนห่างออกอย่างนั้น ยังไม่วายมีน้องนักศึกษาผู้หญิงที่นั่งห่างออกไปเป็นคืบ ใช้สายตามองดูเราแบบหัวจรดเท้า แล้วเธอก็ทำจมูกฟุดฟิดฟุดฟิด แบบว่า กลิ่นไรเนี่ย...
'เอ่อ โทษนะน้อง หมูกระทะน่ะ เคยกินป่าว กลิ่นมันก็รุนแรงแบบนี้แหละ ช่วยไม่ได้ พี่จำเป็นต้องใช้รถไฟฟ้าอ่ะนะ' เฮ้อ ก็ได้แต่คิดในใจ และใช้สายตาโลมเลียกระจกด้านข้างมองด้านนอกไปเรื่อยเปื่อย อีกเดี๋ยวก็จะถึงหมอชิตละ
ถึงหมอชิต--
อาการปวดท้องตุ่ยตุ่ยที่เป็นมาตั้งแต่ก่อนออกจากร้านหมูกระทะ เริ่มมาเป็นระลอกริ้วริ้วอีกครั้ง ขนาดถ่ายเทไปบ้างแล้วที่ร้านนะ มันยังไม่หมดก๊อกอีกรึไง ท่าจะแย่ ขึ้นรถเมล์ไปเบียดกันต้องแย่แน่แน่ ก็เลยตัดสินใจโบกแท็กซี่กลับบ้านดีก่า
ระหว่างนั่งแท็กซี่ก็นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว นึกในใจว่า คงต้องเป็นปลาบางชิ้นที่เราวางนาบไว้บนกระทะ แต่มันดันลื่นปรื๊ดหล่นลงแอ่งน้ำด้านข้าง กลายเป็นปลาต้มไปนั่นแน่แน่ จากที่มันไม่สดอยู่แล้ว หากได้ปิ้งให้ไหม้เกรียมบ้างก็คงพอดับกลิ่นได้ แต่พอมาเป็นปลาลวกน้ำอย่างนั้นกลิ่นมันก็เลยรุนแรง เคี้ยวเข้าไปคำแรกก็รู้สึก แต่ด้วยความตะกละอ่ะนะ ไม่คายชั้นจะไม่คาย ตุ่ยนิดตุ่ยหน่อย กินไปเหอะว้า
ผลก็คือ ถึงบ้านเลยได้ถ่ายเทวัตถุด้านในก่อนเวลาอันควรไปถึงสามรอบ ผะอืดผะอม และคอแห้งผากอีกเล็กน้อย นี่แหละ รสชาติของการกินหมูกระทะล่ะ
อ้อ ตอนที่รถแท็กซี่เลี้ยวเข้าหมู่บ้านน่ะ เราเผอิญเห็นตาสมชาย คนขายโรตีประจำหมู่บ้าน จอดรถอยู่ที่ปากทางเข้าพอดี คงเป็นเพราะวันนี้เรากลับไม่ดึกมาก ตาสมชายก็เลยยังไม่กลับบ้าน
เราบอกให้แท็กซี่จอดแค่ปากทาง แน่นอน เพื่อจะซื้อโรตีนั่นเอง
ขอเท้าความสักหน่อยนะว่า อีตาสมชายเนี่ย เขาเป็นแขกบังคลาเทศมาอาศัยอยู่ในไทยนี่ก็ประมาณ 7-8 ปีได้แล้วมั้ง
ครั้งแรกเจอกันตอนเราย้ายบ้านมาละแวกนี้ได้สักประมาณปีนึง สมชายเข็นรถขายโรตี ตัวดำดำมืดมืดมาแต่ไกล พูดจาไม่ค่อยชัด ก็เลยไม่ค่อยอยากจะพูด การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย แม้เสื้อยืดจะดูซีดซีดมอมอก็เถอะ สมชายจะยัดเสื้อยืดไว้ในกางเกงจนตึงเปรี๊ยะ ที่เอวมีเข็มขัดคาดไว้กับกางเกงสแล็คทรงพอดีตัว ผมเผ้าหวีจนเรียบแปร้ สมชายไม่ค่อยยิ้ม หน้าตาเฉยชา เสียงเล็กเล็กแหลมแหลม แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังแอบเห็นว่าสมชายมีฟันขาวจั๊วะทีเดียว
ผ่านไป 7-8 ปีเนี่ยนะ สมชายเขาพัฒนาจากการเดินเข็นรถเข็น แล้วบีบแตรปี๊บปี๊บ ร้อง โรตีมั้ยคร้าบ โรตีมั้ยคร้าบ มาเป็นรถแบบพ่วงด้วยมอเตอร์ไซค์ด้านข้าง มีตู้กระจกเพิ่มขึ้นบนรถ มีเมนูมากกว่าโรตีใส่ไข่ธรรมดา มาเป็นโรตีใส่กล้วยหอม สำเนียงฟังชัดขึ้นมาได้หน่อยเดียว แต่ก็ไม่เป็นปัญหา อาศัยความเคยชิน
เราฟังกันรู้เรื่อง สมชายไม่จำเป็นต้องฝึกภาษาไทยให้ชัดหรอก
มีบางช่วงที่สมชายจะหายไปบ้าง พอกลับมาชาวบ้านก็จะรุมถามว่าสมชายหายไปไหน สมชายจะตอบประโยคสั้นสั้น แล้วให้คนซักถามต่อไปเรื่อยเรื่อย
"หายไปไหนมาสมชาย" "กลับบ้าน" "กลับบ้านที่ไหน" "บังคลาเทศ" (ระหว่างนั้นมือก็บิด หมุน ตีแป้งโรตีไปด้วย) "ใส่ไข่มั้ย" "…ไม่" "แล้วกลับยังไง" "เครื่องบิน" "เหรอ…" (เออ ไม่น่าถาม) "แล้วจะกลับอีกเมื่อไหร่" "รอเก็บตังค์อีก" "เก็บตังค์จากที่ขายโรตีเนี่ยเหรอ" "อืม รอขายอีกปีนึง" "แล้วถ้าขายไม่ดีล่ะ" "ก็ไม่ได้กลับ" "…" "ทำไมถึงมาอยู่เมืองไทย" "ที่บ้านจน" "แล้วที่บ้านทำอะไร" "ทำเกษตร" (อ๊ะ รู้ศัพท์คำนี้ด้วยแฮะ) "คิดถึงบ้านมั้ย" "…" (ไม่ตอบ ทำเป็นไม่สนใจ ตีแป้งไปเรื่อย) "สมชาย…คิดถึงบ้านมั้ย" "คิดถึง อยากกลับ ต้องรอเก็บตังค์ก่อน"
โรตีของสมชายไม่ได้อร่อยพิเศษไปกว่าโรตีเจ้าไหนไหนที่เราเคยกินมา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังว่ามันอร่อยถูกปากชาวเราละแวกหมู่บ้านเทพประทาน เป็นความผูกพันที่ค่อยค่อยซึมเข้ามาไม่รู้ตัว
ทุกครั้งที่เจอะเจอกัน ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อขายโรตี แต่คำถามถึงสารทุกข์สุกดิบ ดินฟ้าอากาศ ตลอดจนสัพเพเหระต่างต่างที่แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันนั้น ทำให้เรารู้สึกว่า เราเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
เรื่องทางบ้านที่บังคลาเทศบางเรื่องของสมชาย เราก็ได้รับรู้จากปากของสมชายเอง หลายครั้งรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยถึงคนทางโน้นไปด้วย หลายครั้งสมชายถามหาถึงใครบางคนในหมู่บ้านที่หายหน้าหายตาไป ไม่ใช่เพียงเพราะเขาไม่มาซื้อโรตี แต่น้ำเสียงสมชายเอื้ออาทรกว่านั้นจนรู้สึกได้
เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันไปโดยไม่รู้ตัว
เดี๋ยวนี้สมชายก็ยังไม่ช่างพูดเหมือนเดิม ถามคำตอบคำ แต่ชอบแถม ซื้อสามอันแถมหนึ่ง ขาดเศษไปบาทสองบาทก็ไม่เป็นไร
เป็นการรับรู้น้ำใสใจจริงกันแบบไม่ต้องออกปากปฏิเสธ สมชายแถมให้เพราะเต็มใจจริงจริง คนซื้อบอกไม่ต้องทอนก็คือไม่ต้องทอนจริงจริง
ซื้อขายง่ายง่ายกันแบบนี้เอง
มันเป็นความเคยชิน บางครั้งเราก็ไม่ได้รู้สึกอยากกินหรอกนะ มันก็มีเบื่อเบื่อกันบ้าง แต่ทำไงได้อ่ะ พอสมชายผ่านมาทีไร มันก็เหมือนญาติเหมือนเพื่อนสนิทแวะเวียนมาเยี่ยมบ้าน ต้องหาน้ำหาท่ามารับรอง และนั่งลงคุยกันนิดนิดหน่อยหน่อยก็ยังดี
เราซื้อโรตีกลับบ้านมาสองอันเมื่อคืนนี้ อันนึงไม่ใส่ไข่ ไม่ใส่น้ำตาล ใส่แต่นมข้น สำหรับตัวเอง อีกอันนึงใส่ไข่ไส่นม ไม่ใส่น้ำตาล สำหรับเจ้าดุล
ก่อนราตรีสวัสด์กับโรตีสมชาย เราก็ยิงคำถามในแบบเดิมเดิม
"เมื่อไหร่กลับบ้านอีก สมชาย" "เก็บตังค์ก่อน…แต่คราวนี้อาจจะยังไม่กลับ" "อ้าว ทำไมล่ะ" "ค่าเครื่องแพง แต่เก็บเงินไว้ส่งให้ทางบ้านดีกว่า" "อืม ดีนะ ไปก่อนนะ" "ครับ…"
ถึงบ้าน อับดุลดีใจใหญ่ที่เรามีโรตีติดมือมาฝาก แกะห่อวางลงกับพื้นให้มันกิน มันงับเอางับเอาอย่างไม่กลัวร้อน เราเองก็แกะห่อของเรากินไปด้วย โรตีสมชาย อืม…อร่อยคุ้นลิ้น
เอ…แต่ท้องชักเริ่มมวนมวนขึ้นมาอีกแล้วสิ ปลาชิ้นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยจริงจริงแหละ July 17 ปวดหลังวันนี้ตื่นแต่เช้ามาวิ่งอีกแล้ว หลังจากที่ห่างหายไปซะสองสามวัน แต่วิ่งได้เพียงสองรอบเท่านั้น(เอ...นับวันมันจะลดลงเรื่อยเรื่อยนะเนี่ย) เพราะอาการปวดหลังที่เป็นมาหลายวันแล้ว...
นึกทบทวนถึงสาเหตุว่าอาการอย่างนี้เกิดจากอะไร เท่าที่จำได้เราเคยเป็นอย่างนี้อยู่สองสามครั้ง คราวหนึ่งตอนย้ายบ้าน แล้วช่วยกันยกม้าหินมาวางหน้าบ้านกับพี่ชาย ครั้งนั้นฟิตจัดทำเก่ง ยกฮึ้บบบ...แล้วพอวางลงเท่านั้น กระดูกสันหลังก็ลั่นดังกร๊อบบบ...
นึกว่าหลังหักซะแล้วในตอนนั้น แต่ยังคงเดินได้ ด้วยอาการบิดเบี้ยวที่หน้าตา และเอามือเท้าสะเอวเหมือนคนแก่เวลาปวดหลังยังไงยังงั้น เป็นอยู่หลายวัน แม่ไล่ให้ไปหาหมอก็ไม่ไป คิดอยู่แต่ว่า มันต้องหายได้เองสิวะ กระดูกกระเดี้ยวเรายังแข็งแรงอยู่นะเฟ้ย
จริง...คราวนั้นอีกไม่กี่วันต่อมามันก็หายเป็นปกติ ครั้งต่อต่อมาที่ปวดอีกนั่น รู้สึกว่า...จะเป็นเพราะตีแบด เอี้ยวตัวผิดท่าหรืออะไรนี่แหละ แต่ทุกครั้งมันก็จะดีขึ้นได้เอง โดยไม่ต้องไปพึ่งพาหมอสักนิดเลย
วันนี้วิ่งได้สองรอบ ยังไม่ทันหอบก็เดินไปซื้อน้ำเต้าหู้ แล้วเดินกลับบ้าน เดินด้วยอาการลงส้นเท้าไม่เต็มที่ มือเท้าสะเอว ตัวบิดนิดนิด
เดินผ่านบ้านตานวย ตานวยตะโกนถามว่า "เป็นอะไรไปล่ะนั่นแม่คุณ" เรายิ้มแหยแหย แล้วเดินโขยกเขยกเข้าไปใกล้ใกล้ กระซิบบอก
"ปวดหลังอ่ะตา...อย่าเอ็ดไปนะ เสียฟอร์มหมด"
ตานวยหัวเราะฮ่าฮ่า แล้วตะโกนเสียงดังทันที
"ไอ่นกมันปวดหลังเว้ยเฮ้ย...ฮ่าฮ่าฮ่า"
ปั้ดโธ่!!! ตา...บอกว่าอย่าเอ็ดไปไงเล่า
ถึงบ้านแม่รีบถาม...
"ปวดหลังอีกแล้วเหรอ"
เราไม่ตอบว่าอะไร ยื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้ แล้วบอกว่าจะไปอาบน้ำแล้วนะ แม่พูดไล่หลังตามมาทันที "เป็นอะไรก็รีบรักษาซะ อย่าปล่อยให้เป็นมาก เดี๋ยวจะแย่"
อาบน้ำอาบท่าแล้ว เราก็ขนผ้าเตรียมมาซัก วันนี้มีผ้าไม่มาก เลยตั้งใจว่าจะซักมือ--
แหงนมองดูฟ้าแล้ว ฟ้าครึ้มอย่างเคย แดดมีเล็ดลอดเมฆอยู่บ้าง ฝนไม่ตกมาสองสามวันแล้วมั้ง...แถวบ้านเราเนี่ย ถ้าอยู่บ้าน ตากผ้าไว้ แล้วฝนตก ก็ต้องรีบวิ่งไปเก็บ
ยิ่งลมพัดแรง... พัดราวตากผ้าล้ม ผ้าผ่อนระเนระนาด วันนั้นจะเป็นวันที่ฝนตกจนน้ำท่วมเข้ามาในบ้าน ถนนหน้าบ้านแปรสภาพเป็นคลอง รถราที่วิ่งผ่านจะกลายเป็นเรือ... และถุงพลาสติกมากมายก็จะลอยมาติดตามท่อ
บางครั้ง...ก็มีรองเท้าข้างใดข้างหนึ่งของใครลอยมา ฝนหยุด น้ำลด ใครบางคนนั้นก็จะเดินมาตามหารองเท้าข้างที่หายไป เป็นภาพชินตา เกิดบ่อย รายละเอียดยามหน้าฝนแบบนี้แหละที่เราชอบ
ซักผ้าไป ก็คลำหลังไปป้อยป้อย ไม่กล้าบ่นอะไร กลัวแม่ไล่ไปหาหมอ น้ำเย็นเย็นที่เปิดจากก๊อก ไหลผ่านสายยาง ใส่กะละมัง เอามือจุ่มลงไป ตีแฟ้บให้เป็นฟอง มันเย็นสบายดีเหลือเกิน ฮัมเพลงไป ขยี้ผ้าไป แหงนมองฟ้าไป...
ผ้าน้อยชิ้น แต่นั่งแช่อยู่นาน แช่จนมือเปื่อย
เราชอบน้ำ ชอบกินน้ำ ชอบเล่นน้ำ ชอบลอยตัวนิ่งนิ่งบนผิวน้ำ ชอบเอาน้ำล้างหน้าบ่อยบ่อย อาจเพราะเกิดหน้าร้อน และเขาว่าคนราศีมีนน่ะเป็นปลา จึงชอบน้ำ...
แม้กระทั่งหยดน้ำที่ไหลจากตารินเรื่อยไปบนแก้มนั่น เราก็ชอบมองดู
คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย บิดผ้าขึ้นตากจนเรียบร้อย แม่ถามอีกว่า ยังปวดหลังอยู่มั้ย... เราส่ายหน้า กลัวแม่ไล่ไปหาหมอ
ตานวยเดินพาเสียงมาก่อนตัว แล้วหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน กระแอมไอเสียงดัง...
"อะแฮ่มมมมมมม...ไอ่นกมันปวดหลังเว้ยเฮ้ย...ฮ่าฮ่าฮ่า"
ก็ได้แต่ยิ้มแหยแหยตอบตาไปเช่นเคย แต่ในใจมันไม่วายฮึ่มฮั่ม ฮื่อแฮ่
"ก็แล้วมันน่าขำตรงไหนกันล่ะเนี่ยยยย กะอีแค่คนปวดหลังอ่ะต๊าาาา..." July 10 ไม่หลับไม่นอนเอาอีกแล้ว คืนนี้ไม่หลับไม่นอนอีกจนได้ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ยังคงมีงานต้องทำให้เสร็จ หลังจากที่เมื่อคืนไปเหลวไหล ใช้ชีวิตให้ไหลลื่นไปตามเสียงเรียกร้องภายใน และคืนนี้ นี่แหละมันคือชีวิตจริง...
หัวที่ปวดหนึบ ตื้อ จากเหล้าที่ซดโฮกอย่างเอาเป็นเอาตายมาเมื่อคืน และเช้านี้ที่นอนไปไม่กี่ชั่วโมง จ่อมอยู่กับโลกภายนอกเสียทั้งวัน กลับเข้าบ้านด้วยอาการหมาเซื่องเซื่อง แม่กับพี่ไม่อยู่ อาบน้ำอาบท่า กินกล้วยน้ำว้าดำดำเละเละแต่หวานเจี๊ยบ ที่แม่แขวนเอาไว้ตรงประตูหลังบ้านไปหนึ่งลูก เพื่อดับอาการน้ำย่อยในกระเพาะที่ไหลโกรกผิดเวลา
หย่อนก้นลงหน้าคอมฯ นั่งจ้องหน้าจอนิ่งนิ่งอยู่เป็นนาน นี่เราควรไปนอนหรือทำงานต่อดี คำตอบยังคงไม่ชัดเจน แต่มือเลื่อนไปกดปุ่มเปิดคอมฯ ต่อเน็ต เปิดเอ็มเอสเอ็นออนไลน์ไว้ หวังจะเจอเพื่อนคนไกล หวังจะเจอใครต่อใคร บ้า ป่านนี้แล้วนะโว้ย จะมีใครมานั่งแหกตาอย่างเราอยู่เล่า
เบียร์มีหลบอยู่ในตู้เย็นหนึ่งกระป๋อง แต่ก็เพียงมองผ่านมันแวบหนึ่ง คืนนี้ที่ต้องทำคืองาน เรื่องราวฝันเฟื่องเลื่อนลอยใดใดผ่านเลยไปแล้ว ชีวิตจริงมันหนักมันหนา แต่มันก็คือชีวิตที่เราต้องใช้จ่าย
มีสมาธิกับงานอยู่ได้จนเกือบชั่วโมง เน็ตหลุดไปสามสี่รอบ ตัดสินใจตามใจตัวเองอย่างเคย เดินไปเลือกเปิดเพลงที่ชอบฟัง... กลับมานั่งลงที่เดิม เข้าบล็อกมาพิมพ์เรื่องเล่าแสนธรรมดา หวังจะช่วยให้อาการปวดตุ้บที่หัวดีขึ้น หวังจะให้ตาที่เริ่มรี่ลงรี่ลง เบิกกว้างได้ตามปกติ
แต่ร่างกายใช่เครื่องจักรนี่นะ ใช้มันอย่างเต็มที่มานาน คงแปลกเลยทีเดียวล่ะ ที่มันจะสามารถอยู่เฉยได้โดยไม่ทักท้วงเรียกร้องอะไรเอาซะบ้าง
แต่เอาเหอะ อย่างดีก็คงพอได้งีบตอนใกล้เช้า พรุ่งนี้ยังคงต้องทำอะไรอะไรต่อไป...
เดี๋ยวคงฟังเพลงที่เลือกให้ฉ่ำหูซะก่อน งานที่ทำก็เหลืออีกไม่มากนัก จัดการการงานได้เรียบร้อย ชีวิตก็เหลือเรื่องให้สะสางน้อยลงบ้าง
แต่สำหรับค่ำคืนที่กลิ่นเหงามันลอยคว้างอย่างนี้ ก็ยังคงต้องเผชิญหน้ากันต่อไป ตราบใดที่จิตใจยังคงยุ่งเหยิง ทำชีวิตตัวเองให้ยุ่งยาก และที่จริง ชีวิตมันก็ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอะไรนักหรอก--
เพลงบางเพลงก็ช่วยให้เราดีขึ้นได้ยามอยู่ลำพัง แม้อีกหลายเพลงจะทำตาเปียกชื้น คืนนี้เอง มีทั้งบางเพลง และหลายเพลงเหล่านั้น บางเพลงก็ดังอยู่ภายในมานานแล้ว...
มัวพร่ำบ่นอะไรมากมายนักฟะ ทำงานเฟ้ย ทำงาน ได้รีบเอาหัวไปซุกหมอน กอดก่ายหมอนข้าง ห่มผ้าคลุมโปงมิดหัว
อรุณสวัสดิ์ยามเช้าไว้ก่อนเลยนะ เผื่อพรุ่งนี้จะตื่นไม่ทันช่วงเวลาที่ต้องทักทายกันอย่างนั้น July 08 ผู้โดยสารรอบดึกเมื่อวาน--
ก้าวขาขึ้นรถเมล์กลับบ้านตอนสี่ทุ่มกว่าแล้ว แปลกที่บนรถคนบางตา ทั้งที่เราว่ายังไม่ดึกเท่าไหร่นัก ประมาณคร่าวคร่าวแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 20 คน ยิ่งพอรถวิ่งไปได้สักระยะคนก็ทยอยลงเรื่อยเรื่อย จนเหลือไม่ถึงสิบคน ที่นั่งข้างเรา เป็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งขึ้นป้ายเดียวกัน สังเกตจากการแต่งตัวแล้ว น่าจะทำงานประเภทร้านพิซซ่า พอขึ้นมาปุ๊บ ไม่ถึงห้านาทีเธอก็หลับ โงกเงกโงนเงนไปมา จนกระทั่งได้ที่ ก็มาหยุดลงตรงที่ไหล่เรานี่เอง
ครั้งแรกแรกน้องเขาก็พอจะรู้สึกตัว พยายามพยุงหัวกลับไปที่องศาเดิมได้บ้าง แต่เมื่อมันไม่อาจต้านทานแรงโน้มถ่วง และความอ่อนล้าทางร่างกายได้จริงจริง จากนั้นต่อมา หัวน้องเขาจึงได้อาศัยไหล่บึกบึนเกินหญิงธรรมดาอย่างเรา ซบอิงอย่างอุ่นใจ
ทีแรกเราเองก็อดรู้สึกแปลกแปลกไม่ได้ พยายามจะเอนหลบ แต่เมื่อเห็นว่าน้องเขากำลังสบายดีเชียว ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ได้แต่คิดในใจเพียงว่า เราเองก็อยากมีใครให้ซบอิงแบบนี้บ้าง ที่เหนื่อยที่ล้ามาทั้งวัน มันก็คงจะคลายลงได้
มองดูอีกหลายหลายคนบนรถคันนั้น สภาพก็ดูไม่แตกต่างกันมากนักเลย ดูเหมือนจะมีแต่คนอ่อนเพลีย ลมเย็นเย็นยามดึกหลังฝนตก ที่กรูเข้าทางหน้าต่างอย่างเต็มที่นั่น ทำเอาหลายคนเคลิ้ม แต่วันนี้เราเองไม่ยอมให้ตัวเองหลับเลยป้ายอย่างวันก่อนอีกแล้ว มันเสียฟอร์มชะมัดเลย ให้ตายเถอะ
เลยได้แต่นั่งมองสองข้างทาง คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย--
นึกถึงแท็กซี่ที่เรานั่งเมื่อตอนบ่าย ที่ขับเคี่ยวแซงกันมากับรถเมล์ จนกระทั่งแท็กซี่มาเสียท่ารถเมล์เอาตอนเลี้ยวโค้งเลยสามแยกขนส่งเอกมัยมาแล้ว
ทั้งทั้งที่ฝนกำลังตก และถนนก็ลื่น เราเองก็นั่งตัวเกร็งมาตลอดทาง หน้าตาของเราในตอนนั้น คงดูแก่ลงไปอีกเป็นสิบปี จากความรู้สึกปวดหนึบตรงหัวคิ้วเพราะขมวดเกร็งจนสุดวิถี เล็บสั้นกุดที่จิกลงบนเบาะนั้นมิดลงไปจนไม่เหลือที่พอให้อะไรแทรกลงไปได้
ตัดสินใจแน่วแน่ในวินาทีนั้นว่า ต้องพูดอะไรบางอย่างออกไป...
แต่มันเร็วมาก เพียงแค่อ้าปากเตรียมคำพูดออกไปเท่านั้น ไม่ทันได้มองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่ข้างหน้านั่น ภาพในประสาทตาครั้งสุดท้ายคือสายฝนที่กระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นทาง
แล้วเสียงกรีดแหลมบาดหัวใจสุดขีดก็ดังขึ้น ยังพอรับรู้ได้ว่านั่นคือเสียงล้อเบรก ถ้าเป็นถนนแห้งตามปกติ พี่แท็กซี่อาจเบรกได้สวยงามกว่านี้ แต่นี่ใครเลยจะคาดคิด (ทั้งทั้งที่พี่คนขับน่ะ ควรจะตระหนัก และรู้ว่าอะไรควรไม่ควรในยามนี้ได้มากกว่า)
แท็กซี่คันที่พี่เขาควบจนเคยชิน เคยมือนั่น เกิดอาการดื้อดึง หมุนคว้าง เท่าไหร่รอบตอนนั้นสติสตังเราก็คงไม่ครบถ้วนพอจะจดจำได้แล้ว...
หมุนคว้าง... จนกระทั่งท้ายรถปัดและป่ายปีนขึ้นไปอยู่บนเกาะกลางถนน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็นิ่งงันไปสัก 10 วินาที
นอกจากเสียงเบรกที่ดังขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว มันก็ไม่มีเสียงใดใดเกิดขึ้นอีกเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวินาทีเช่นนั้น ในหัวสมองไม่ได้คิดอะไรเลย มีเพียงร่างกายที่ทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น สัญชาตญาณของการเอาตัวรอด และความกลัวที่แล่นขึ้นมาจับใจ แต่ก็ยังจะดูเชื่องช้ากว่าสมองที่สั่งการให้มือยึดเหนี่ยวสิ่งใดก็ได้ไว้ก่อนที่มันใกล้ตัว
ในยามปกติเราคงได้ยินเสียงแอร์ดังหึ่งหึ่งอยู่บ้าง แต่เวลาอย่างนั้น หลังสิ้นเสียงเบรกกรีดสะท้านใจอย่างที่บอกนั่น เสียงที่ดังที่สุดถัดมา คงเป็นเสียงหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำของเราเอง อาการชาดิกที่หัว ขาและมือสั่นเทาอย่างควบคุมได้ยาก บอกให้เรารู้สึกตัวในเวลาต่อมาว่า ยัง ยัง ฉันยังอยู่ พี่คนขับก็ยังอยู่ แต่รถเมล์คันที่เบียดมานั่นพุ่งฉิวไปข้างหน้าจนไกลแล้ว
ไม่ทันมองดูอะไรรอบข้างมากนัก ได้ยินเพียงเสียงสบถอันหยาบคายของพี่แท็กซี่ดังแทรกขึ้นมาอย่างหลอกหลอน... "เหี้ย…แม่งเอ๊ย สัด!!!"
รวบรวมสติได้แล้ว ทั้งคนขับ และตัวเราเอง เห็นพี่เขากำลังหมุนพวงมาลัย และยังไม่หยุดความโกรธแค้นไว้เพียงแค่นั้น เตรียมทะยานตามรถเมล์คันนั้นไป
แล้วเสียงอันสั่นเครือของเราก็ดังขึ้น "พี่พี่ ใจเย็นเย็นนะ ใจเย็นเย็นก่อนเถอะ" พูดซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่องซะอย่างนั้น มันสั่น มันหวิว ใจมันเหมือนหลุดลอยไป ยังหาที่ทางเดิมไม่เจอ...
พี่เขาใจเย็นลงบ้าง แต่ยังไม่หยุดสบถคำด่าทอ
เมื่อรถเทียบจอดให้เราลงตรงข้างทางเพื่อต่อขึ้นรถไฟฟ้า มือที่ควักสตางค์ในกระเป๋านั่น มันสั่นจนไม่สามารถควบคุมได้ ยื่นสตางค์ส่งให้พี่แท็กซี่ และดูเหมือนว่า สติรู้คิดของพี่เขาจะกลับมาก็ในช่วงนี้นั่นเอง เขาไม่ได้เอ่ยคำขอโทษแม้แต่น้อย แต่สายตามันบ่งบอกมากกว่านั้น
ลงจากรถ เหมือนว่าจะโกรธพี่แท็กซี่ เหมือนว่าจะโกรธรถเมล์ แต่พอเห็นสีหน้าพี่เขาตอนรับเงินจากมืออันสั่นเทาของเราแล้วก็... ใจอ่อนยวบ แม้เสียงสบถเมื่อครู่จะฟังดูแข็งกร้าว แต่แววตาที่เราเห็นนั้นมันกลับมองดูแล้วตื่นตระหนกไม่แพ้กันเลย
เดินขึ้นไปแลกเหรียญบนสถานีรถไฟฟ้า ด้วยขาสั่นระริก ก้าวย่างเหมือนคนเสียสติ ควบคุมตัวเองไม่อยู่ มือที่ยื่นไปแลกเหรียญกับเจ้าหน้าที่สั่นจนมองดูน่าตกใจ
แลกเหรียญเสร็จแล้วเดินออกมายืนสูดลมหายใจเข้าปอดสักครู่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด อยากโทรหาแม่ หาใครต่อใคร เสียงผู้หญิงในสายที่คุ้นเคยดังขึ้น... และฟังดูเหมือนจะเย็นชายิ่งกว่าทุกครั้ง "ยอดเงินของท่านมีไม่เพียงพอ กรุณาเติมเงินด้วยค่ะ"
เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าอย่างเหนื่อยอ่อน เดินไปสอดบัตรเข้าเครื่องผ่าน แล้วขึ้นบันไดไปอย่างเงียบเงียบพร้อมกับอาการสั่นที่ควบคุมได้บ้างแล้ว...
ก่อนถึงป้ายบ้านเราสองป้าย น้องคนนั้นลุกเดินไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันรู้สึก กดกริ่งเตรียมตัวลง มองดูหน้าตาสะอาดสะอ้านแต่ง่วงงุนสุดขีดของน้องเขาแล้ว ก็เผลอที่จะยิ้มกับตัวเองขึ้นมาไม่ได้
อย่างน้อยน้อย แม้ว่าเราจะเหงาเงียบเงียบอยู่คนเดียว แม้ว่าเรื่องที่ทำความดีในแต่ละวันจะน้อยนิดเหลือเกิน และแม้ว่าวันนี้จะผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้พอสำเหนียกตัวเองได้ว่า ฉันไม่ได้กล้าแกร่งอะไรเลย แต่...ไหล่ที่สั่นเทาอย่างสุดขีดเมื่อตอนบ่ายนั่น ในตอนนี้มันก็ยังช่วยให้ใครคนหนึ่งพอจะหลับสบายจนถึงบ้านได้บ้างล่ะน่า
เมื่อถึงป้ายบ้านเรา ก็เดินกลับเข้าบ้านด้วยอาการตัวลอยลอย ไม่ฟังเสียงเชื้อเชิญขึ้นรถของมอเตอร์ไซค์รับจ้างเลยสักนิด...
...แล้วเรื่องราวต่างต่างก็ผ่านไป...
วันนี้--
แยกกับบอลที่หัวลำโพง หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สุดอร่อยกับน้ำแตงโมปั่น นั่งคุยต่อกันจนเด็กเดินมาเก็บเก้าอี้แล้ว เราก็เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เวลาส่วนตัวบนนาฬิกาข้อมือ ซึ่งแน่นอนมันเร็วกว่าเวลาของใครใครไปห้านาที บอกเวลาเกือบสี่ทุ่ม และเรายังต้องใช้เวลาเดินทางจากหัวลำโพงไปยังหมอชิตอีกประมาณสี่สิบนาที
ภายในรถไฟฟ้า โล่ง หนาว และเราง่วงเต็มทีแล้ว ข้างในหัวข้างขวาปวดตุ้บตุ้บขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว เลือกที่นั่งตัวริมสุด เอาหัวพิงกระจกที่กั้น แล้วหลับตา สะดุ้งตื่นอีกทีเพราะอาการสั่นอืดอืดที่ด้านในกระเป๋าสะพาย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดปุ่มรับ--
"จ๋อยถึงบ้านรึยัง" "ยังเลยค่ะ แต่อีกประมาณชั่วโมงก็ถึงแล้ว" "กลับดึกเป็นปกติอยู่แล้วนี่ ไม่เป็นไรนะ" "อืม ค่ะ ขอบคุณพี่พูมากนะคะ" "จ้ะ แล้วเจอกันนะ" "ค่ะ สวัสดีค่ะพี่พู"
ยังพอจำประโยคที่พูดไว้กับบอลตอนถึงหัวลำโพงได้ว่า...
"วันนี้เหงาจังว่ะบอล เออ ที่จริงมันก็เหงาอยู่ทุกวันนะ แต่วันนี้มันบอกไม่ถูกเลยอ่ะ เหมือนเคว้งคว้างยิ่งกว่า..." "อย่าคิดมากเลยเจ้ เราต่างก็เหงากันทั้งนั้น" "อืมนะ"
บนรถเมล์สายเดิม ผู้คนปริมาณเดิมเดิม อัตราความเร็ว และลมที่พัดผ่านคงเดิม เลือกที่นั่งได้ที่เดิม แต่ข้างข้างว่างเปล่า วันนี้ไม่เจอน้องคนนั้น ไม่มีใครมานั่งเป็นเพื่อน...
ลงรถก็ที่ป้ายเดิม แต่กลับเดินข้ามสะพานลอยไปยังอีกฝั่ง เกือบห้าทุ่มครึ่งแล้ว รีบจ้ำอ้าว ผลักประตูพรวดเข้าไปในเซเว่นฯ
"ยังขายเบียร์อยู่มั้ยคะ" "ขายค่ะ ยังได้อยู่"
ข้ามสะพานลอยกลับมาอีกฝั่ง ยังคงไม่ใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เดินแกว่งถุงพลาสติกบรรจุเบียร์สามกระป๋อง ฝ่าความมืด ข้ามผ่านความกลัว และความเหงาภายในจิตใจ--
ถึงบ้านแล้ว บ้านเงียบ แต่อุ่นใจ และความเหงาเคว้งคว้างก็ค่อยค่อยคลายลง... July 05 วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งวิ่ง ปายยยยย ปายยยย ปายยยยย ปายยยยย...
ฮ่า ฮ่า ฮ่า เช้านี้ตื่นตั้งแต่ไก่ก็ยังโห่ไม่ทัน สะใจเจงเจง ทำไมน่ะเหรอ หลังจากที่เมื่อวานฟาดแบดฯอย่างเอาเป็นเอาตาย เหงื่อชุ่มโชก ก็ให้เกิดอาการเมามันติดพัน จนตั้งใจไว้แล้วว่าเช้านี้เราจะตื่นมาวิ่ง...
ไม่มีอะไรมาก แค่อยากสร้างพลังกาย พลังใจ พร้อมกับทำเรื่องราวใหม่ใหม่ให้กับชีวิตบ้าง ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ก่อนตีห้า ตบให้หยุดไปหนึ่งที แล้วมาสะดุ้งตื่นอีกครั้งตอนตีห้าสิบห้านาที ถือว่ายังใช้ได้ ความตั้งใจยังไม่ได้หดหายไปไหน
ล้างหน้า แปรงฟัน แต่ยังไม่อาบน้ำ คว้าเสื้อยืด กางเกงวอร์ม วิ่งตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก ลงบันไดมาเป็นการวอร์มอัพไว้ก่อน ฟิตชิบ...
หยิบรองเท้าผ้าใบ ที่พื้นแบนโคตร และแทบไม่มีดอกยางเหลือแล้ว เป็นรองเท้าผ้าใบบาจาคู่เก่า คู่เก่ง ดมแล้วมีกลิ่นตุ่ยตุ่ยนิดนิด บ่งบอกถึงอายุการใช้งาน และความขี้เกียจของผู้สวมใส่
แม่ตื่นแล้ว เยี่ยมหน้ามามองดูด้วยความแปลกใจ เราตะโกนบอกว่าจะออกไปวิ่งแล้วนะ แม่ทำหน้าออกอาการขำขำ-- ส่วนเจ้าดุลนั้นแค่ผงกหัวขึ้นมองดูตอนที่เราวิ่งลงบันไดมา กระดิกหางเล็กน้อย แล้วล้มตัวลงนอนต่อไป ไอ่นี่มันขี้เกียจจริงจริง
หกโมงเช้าพอดิบพอดี ออกสตาร์ท-- เป็นฤกษ์งามยามดียิ่ง วิ่งเหยาะเหยาะไปก่อน ออกจะเขินหน่อยหน่อย ทั้งที่ก็พอจะมีคนวิ่งอยู่บ้าง แต่เรามันหน้าใหม่ (ที่ไม่รู้ว่าจะเอาดีได้สักกี่วัน)
วิ่งผ่านพระที่กำลังเดินมาบิณฑบาต วิ่งผ่านเด็กนักเรียนที่หิ้วกระเป๋าตัวเอียง(มันขนอะไรไปกันนักหนาฟะ) วิ่งผ่านแม่ค้าโจ๊กที่ตั้งร้านเกือบเสร็จแล้ว ยักคิ้วหลิ่วตาให้กันนิดนึง เป็นเชิงบอก เดี๋ยวมากินแน่นอน ไม่ต้องห่วง ถัดไปเป็นร้านน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ อันนี้เดี๋ยวก็มาซื้อ เพราะแม่ต้องกิน
ทีแรกตั้งใจไว้ว่า...จะวิ่งไปทางหน้าปากซอย แต่ฉุกคิดได้ทันว่าประชากรหมาเพียบเลยแถววัดนั่น ถึงแม้กลิ่นตัวเราจะเป็นมิตรกับหมาแค่ไหน ก็ไม่อยากเสี่ยง มันอาจจะตกใจกับนักวิ่งหน้าใหม่ แล้วเผลอวิ่งไล่ตามกันมาเป็นพรวน ไม่สนุกแน่แน่อย่างนั้น...
ตั้งใจอีกทีว่าจะวิ่งออกจากหมู่บ้านแล้วเลี้ยวซ้าย ไปในเส้นทางเดิมที่เราชอบไปปั่นจักรยาน
อ้อ ขอโปรโมตการท่องเที่ยวละแวกบ้านหน่อยเถอะ
แถวที่เราอยู่น่ะเขาเรียกว่าเส้นบางกรวย เป็นถนนสายยาวเส้นเล็กเล็ก ที่ทะลุไปได้หลายเส้นทาง ทั้งตลิ่งชัน สวนผัก พระรามเจ็ด
ถัดจากหมู่บ้านเราไป ก็จะมีบ้านเรือนเป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดย่อม สิ่งปลูกสร้างไม่ใหญ่โตรกรุงรัง และอาชีพผู้คนแถวนี้ส่วนใหญ่ทำสวน ทั้งสวนดอกไม้ สวนผัก ผักกาด กะหล่ำ และอื่นอื่นอีกมากมาย
แน่นอน แถวนี้อากาศและบรรยากาศยังผุดผ่องราวกับสาวแรกรุ่น กลิ่นเดียวที่พอจะเป็นมลพิษได้ คือกลิ่นควันไฟจากการเผาใบไม้และหญ้าแห้ง วัดวาก็มีมากพอให้เลือกกระจายรายได้ เอ้ย ทำบุญกับพระ กับเจ้า
คลองน้อยน้อย แม้ไม่ใสมาก แต่ก็สูดดมกลิ่นเข้าไปได้ไม่บาดจมูก เวลาฝนตก กบเขียดก็ยังคงร้องระงม กลิ่นดินหอมหอมหลังฝน ยังมีหลงเหลือให้ชื่นอกชื่นใจ อา...นี่แหละหนาสวรรค์ชานกรุงล่ะ
ที่จริงแล้วยังมีอะไรอีกมากที่น่าสนใจแถวนี้ สมัยก่อนที่จักรยานของเรายังไม่พิกลพิการไป ตอนเย็นเย็นเราก็มักจะปั่นไปไกลจนถึงทางแยกที่ไปออกถนนสวนผัก
ชมนกชมไม้ ผิวปากร้องเพลงดังดังได้อย่างไม่ต้องอายใคร นึกถึงช่วงเวลาอย่างนั้นขึ้นมาแล้วก็ให้เสียดาย... ตั้งใจว่าจะซื้อจักรยานคันใหม่มาหลายรอบ แต่ก็ผลัดมาเรื่อย แล้วไหนจะยังอาการหลงระเริงเมืองกรุง หน้ามืดหน้ามึนไปกับควันรถนั่นอีก ที่ทำเอาเรา...ทิ้งช่วงเวลาดีดีเหล่านั้นมา
อ่ะ หมดรอบที่สามแล้ว... กลับมาหอบแฮ่กแฮ่กที่หน้าบ้าน ที่จริงแล้วเราไม่ได้เลี้ยวซ้ายออกไปไกลอย่างที่ว่ามานั่นหรอก แค่เป็นห้วงคำนึงที่นึกถึงขึ้นมาตอนวิ่งเหยาะเหยาะก็เท่านั้น
วิ่งจากหน้าบ้าน ไปเจอร้านโจ๊ก แล้วเลี้ยวเข้าซอยหนึ่ง มาออกซอยสอง มากลับตัวที่หน้าบ้าน แล้วไปตามเส้นทางเดิมอีก จนครบรอบที่สาม... เกิดอาการวิงวิง เธอจะปิ๊งกันจริงรึป่าว วาว วาว วาว...
อ่ะไม่ช่าย อาการวิงวิงนั่น น่าจะเกิดจากการตื่นเช้ามาก และการวอร์มที่น้อยเกินไป ไม่นะ ไม่ใช่ ไม่จริง ไม่น่าจะเกิดเพราะตัวเลขอายุอานามอะไรนั่นหรอก--
เฮ้อ...เอาเถอะนะ วันนี้น่ะได้เท่านี้ก็ดีนักหนาแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรมาทำให้เหลิงซะก่อน ก็ตั้งใจว่าจะตื่นมาวิ่งอีก อย่างน้อยน้อย อากาศในตอนเช้าอย่างนี้ มันก็ทำให้หัวสมองเราโล่งโปร่งสบายขึ้นเยอะเลย แม้จะยังออกตัวไม่ได้เต็มที่ แต่ไอ้ที่มันยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ในหัวน่ะ ก็พอจะหลุดลุ่ยไปได้บ้าง ด้วยการสูดหายใจแรงแรงเอาออกซิเจนยามเช้าอัดเข้าไป
พักเหนื่อยแล้วจิบน้ำเต้าหู้ตาม สำทับด้วยโจ๊กรองท้องอีกนิด--
ฮ้าาาาาาาาาา...
นอนต่อได้แล้วสิ...เหอเหอเหอ
July 04 sOmeWheRe Only We KnOw
............................................
โทษทีเหอะ ขอเล่นง่ายง่าย(อีกสักครั้ง) ตื่นเช้าขึ้นมา บ้านไหนเปิดเพลงนี้ลอยมาเข้าหูเนี่ย เข่าอ่อนยวบเลย...
แน่นอนมันไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุดในโลก แต่เชื่อว่าเราทุกคนต่างก็มีอ่ะนะ ไอ้เพลงชนิดที่ว่า...
มันเคยเป็นเพลงที่ลอยวนอยู่ในช่วงชีวิตหนึ่ง และเมื่อกลับมาฟังอีกครั้ง ทั้งกลิ่น บรรยากาศ ฟ้า แดด ลม และฝนในวันเดิมเดิมแบบนั้น มันก็กลับเข้ามาทิ่มกระแทกในใจอย่างรุนแรง เอาเป็นเอาตาย สำหรับช่วงเวลาที่ว่านั่น ก็...เพลงนี้นี่แหละ
วันนี้เปิดฟังอีกที
"เหงา แสดดดดด"
โทษอีกที ขอยืมคำยีนมาใช้หน่อยเหอะ ชอบว่ะ July 03 ไรเนี่ยยยยย!!!ไรเนี่ยยยยยยยยยยยยยยย...
เช้านี้ตื่นมามึนมึน งงงง เหมือนสมองไม่ได้สั่งการ แต่อาจเป็นความเคยชินที่โคตรจะไม่เข้าท่า เดินไปแปรงฟันสองจึ้ก ล้างหน้าเอาพอให้ขี้ตาหลุด แล้วก็พาตัวพุ่งตรงมายังโต๊ะคอมฯ ทันที!!!
บ้าไปแล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะมาทบทวน และเขียนเล่าถึงความฝันเมื่อคืน ฝันที่มีสีสันประหลาดมหัศจรรย์ แต่ดันนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรลงไปดี ปวดหัวตึ้บ คงเพราะฤทธิ์ไวน์ชั้นเลว อย่าง สปายแบล็ค 4 ขวด นั่น (แต่เราก็กินมันมาสองวันแล้ว)
จำได้ว่าก่อนนอนเมื่อคืน ยังชัตดาวน์คอมพิวเตอร์เรียบร้อย ยังประคองตัวเองให้เดินไปแปรงฟันได้ สะดุดบันไดสองขั้น เจ็บโคตร แต่ดันหัวเราะคิกคักออกมา บ้า!!!
นั่นเมาเหรอนั่น ทำไมเรายังจดจำอะไรอะไรได้ชัดแจ่ม จำได้ว่าส่องกระจกถูฟัน โอ้ว...พระพุทธเจ้า!!! 'ปากเบินเบินของเรากลายเป็นสีดำเน่าเน่าไปหมดแล้ว' เพราะสปายแบล็คนั่นแหละ เคยกินแต่เรด ปากมันยังออกแดงแดงดูน่ารักน่าชังมั่ง นี่อะไรกัน มันใส่อะไรลงไปในนั้น องุ่นเน่าเหรอไงฟะ
เช้านี้ก็...ปวดหัวในระดับพอทนอ่ะนะ แต่เมื่อเล่าเรื่องความฝันดีดีไม่ได้ ก็ขอบ่น บ่น บ่น อะไรไปเรื่อยบ้างดีก่า
คัพโจ๊กอีกแล้วสำหรับเช้านี้ ที่จริงมีโจ๊กสดสดรสชาติพอใช้ ขายอยู่ที่หน้าปากซอย แต่ให้เดินออกไปในสภาพอย่างนี้ คงต้องไล่ตอบคำถามผู้คนที่ทักกันทั้งซอย ไอ้ตอนดีดีน่ะ ทักกันก็จะยิ้มให้ดีหรอก หมู่บ้านเรามันเล็กนิดเดียว รู้จักกันทั่วถึง แต่ให้มาทัก มาตอบคำถามด้วยหน้ามึนมึนยังงี้...ไม่ไหวว่ะ
จัดการกับตัวเองเรียบร้อย ก็เทอาหารเม็ดใส่ชามให้ดุลบ้าง มันเดินไปดมดม แล้วก็กลับมาล้มตัวนอนแผละตามเดิม ถอนหายใจหนึ่งฟืดยาว... เหลือกตาขึ้นมองหน้าเราหนึ่งที แบบว่า... "ตูเบื่อ ไม่รู้ไงฟะ อยากกินไก่ย่างง่ะ"
ก่อนจะจบการร่ายอะไรก็ไม่รู้ในเช้าวันนี้... แล้วไปเตรียมผ้ามาซักตากฝนให้ฉ่ำแฉะ และมีกลิ่นตุ่ยตุ่ยต่อไป ทำไงได้อ่ะ ผ้ามันต้องซัก เครื่องก็ความสามารถสูงสุดเพียงแค่ปั่นหมาดเท่านั้น
อยากจะบอกเอาไว้ซักนิดนึงว่า-- ใครที่เข้ามาอ่านก็ขอให้ข้ามข้ามไปเถ๊อะ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลยซักนิดเดียว แค่บ่นบ้ากับคอมพิวเตอร์ และอยากสำรวจตรวจสอบตัวเองเท่านั้น ว่า...นี่เรายังไม่ได้เป็น ฮิกิโกโมริ ไปใช่มั้ย
รึว่าเข้าข่ายกำลังจะเป็น...
ทำอะไรซ้ำซาก กินอะไรซ้ำซาก คิดอะไรซ้ำซาก อยู่คนเดียว ไรเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ไม่นะ ไม่ ไม่ ไม่ เราไม่อยากให้ความเคยชินมาเกาะกินเป็นหินปูนอยู่อย่างนี้ สะบัดหัวแรงแรง แล้วเดินไปเปิดประตู ทักทายกับผู้คนที่มีตัวตนจริงข้างนอกดีกว่า อย่างน้อยเขาจะได้ยืนยันได้ว่า...
"ชั้น...ยังไม่ได้บ้านะเฟ้ย"
July 02 สบตากับ(หมา)ตัวเองเกือบแล้ว...วันนี้เกือบจะจบลงได้อย่างสวยงามอยู่แล้วเชียว มาเสียท่าเอาก็เมื่อตอนใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้วนี่เอง เข้าใจแล้วว่า 'ตกม้าตาย' นี่มันสาหัสสากรรจ์อย่างนี้เอง
ฝนตกตลอดช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น จนมืดค่ำของวันนี้ โทรหาใครต่อใคร คำตอบที่ได้รับคือ-- "วันนี้ไม่ว่างนะจ๊ะ ฝนตกด้วย จ๋อยกลับบ้านไปดีกว่านะ"
ไม่เป็นไร โคตรจะไม่เป็นไรเลย แค่พยายามเงยหน้าให้สูงสูงเข้าไว้ ความเหงาเราทนได้ หัวใจแกว่งแกว่ง เราเอาอยู่ กลัวซะที่ไหนกัน ลมฟ้าลมฝนอย่างนี้
--จัดการกับสิ่งที่ตั้งใจทำในวันนี้จนเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลากลับไปตายรังซะที--
บนรถเมล์ เดินมากดกริ่งเมื่อใกล้จะถึงป้ายหน้าบ้านแล้ว ได้เห็นหน้าผู้หญิงที่คุยโทรศัพท์มาตลอดทางนั่งอยู่เบาะด้านหลัง เธอลุกเดินมาเพื่อจะลงรถเมล์ป้ายเดียวกันกับเรา และจบประโยคสนทนาที่ยืดยาวมาตลอดทางนั้นด้วยถ้อยคำที่ว่า... "ถึงแล้ว ถึงแล้วเนี่ย กางร่มรอไว้เลยนะ"
รถจอด มีเพียงเรา และเธอคนนั้นที่ลงป้ายนี้ เธอเป็นสาววัยน่าจะไล่เลี่ยกันกับเรา เธอแต่งตัวบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นสาวออฟฟิศ ที่ดูดี และแต่งตัวเป็น เธอ... มีชายหนุ่มหน้าตาดียืนกางร่มรออยู่ที่ป้ายรถเมล์นั่นแล้ว
เธอ เขา และเรา กับป้ายรถเมล์ที่มีเพียงแสงไฟสลัว และด้านนอกที่หลังคาไม่คุ้มนั่น ฝนยังคงกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ร่มที่เขาถือนั่นดูใหญ่โตและแข็งแรงทีเดียว ยืนหลบเข้าไปสามคนก็ยังพอไหว...
แต่...โอ้ว พระพุทธเจ้า ไฉนเลยทั้งเขาและเธอ จึงไม่เห็นเราอยู่ในสายตาบ้าง หนุ่มสาวหน้าตาดี กับร่มสีแดงคันโต เดินลิ่วจนไกลลิบออกไปแล้ว
คลำกระเป๋าสะพายป้อยป้อย พอให้อุ่นใจเล่น เราเองก็มีร่มคันน้อยซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า ไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไร มันก็แค่จี๊ดจี๊ดที่ด้านในหน้าอกข้างซ้ายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ซะงั้น
ตัดสินใจในฉับพลันทันที ไหนไหน ข้างในมันก็เปียกปอนจนอ่อนยวบยาบไปแล้ว ข้างนอกให้เปียกซ้ำเข้าไปอีก มันจะเท่าไหร่กันเชียว--
รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างคงหลบฝนไปดูบอลกันหมดแล้ว เดินก็เดินสิวะ จากเดิน เป็นวิ่ง และวิ่งจนเร็วจี๋... และมันก็สายเกินไปที่จะเดินกลับหลังแล้ว สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ข้างในกระเป๋าที่หนักหนักนั่นน่ะ คือกล้อง มือถือ และสมุดบันทึก คอนเวิร์สสีชมพูคู่ชีพชุ่มโชกไปด้วยน้ำ น้ำฝนที่หล่นลงมาดันกับน้ำในท่อที่มีเศษขยะอุดตัน
"นี่เราทำอะไรลงไปกันเนี่ย..."
ถึงบ้านด้วยสภาพที่คงไม่ค่อยน่าดูนักหรอก เรารู้ เปล่า ไม่มีใครบอก แม่ก็ไม่อยู่ พี่ก็ไม่อยู่ แต่เจ้าดุลที่วิ่งรี่มารับหน้านั่น มันเบรกเอี๊ยด เมื่อเราเปิดประตูบ้านเข้าไป มันกระดิกหางดีใจเหมือนทุกครั้งที่เรากลับบ้านนั่นแหละ แต่ที่มันถอยห่างนั่นก็เพราะสภาพที่เปียกปอนไปทั้งตัวของนายมัน...
หมาที่กลัวน้ำยิ่งกว่ากลัวเข็มฉีดยาอย่างนั้น แค่เอาจมูกมาแตะแตะกับความเปียกชื้นมันก็ออกอาการผงะไปในทันที หมาที่ใครใครก็ว่ามันดูไม่ค่อยฉลาดนัก เวลานี้มันจ้องหน้าเรา แววตาบอกอาการเซ็งเซ็ง เรานั่งลงข้างมัน เอามือลูบหัว มันถอยห่าง ครางเสียงงื้ดงื้ด ที่เราได้ยินชัดแจ๋วชัดเจนว่า...
"พี่คร้าบ…ไปทำอะไรมานั่น มันเข้าท่าซะที่ไหน เดินตากฝนกลับเข้าบ้าน ร่มก็มี พี่คร้าบ พี่บ้าไปแล้วแหง..."
นั่นน่ะ หมดกัน ความแข็งแรงที่อุตส่าห์ปั้นให้เป็นรูปเป็นร่างมาทั้งวัน เห็นใครต่อใครอิงไหล่ซบกันหลายคู่ ยังทนมาได้ตั้งนาน
ก็แค่...ลงรถเมล์ แบกเหงาเดินเข้าบ้าน และไม่มีใครกางร่มมารับเท่านั้น จิตถึงกับกระเจิดกระเจิง ต่อมในตาทะลักทลาย ปางตายขนาดนี้
จัดการกับอารมณ์ตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง อาบน้ำ ต้มน้ำร้อนกินมาม่า เปิดสปายแบล็กที่ซื้อติดตู้เย็นไว้...
แล้วก็มานั่งรำพึงรำพรรณกับตัวเอง กับคอมพิวเตอร์--
หันหน้าไปสบตาหมาดุล ภาพใครบางคนที่สะท้อนอยู่ในนั้น ช่างไม่น่าดูเอาซะเลยให้ตายเถอะ!!! June 29 แฟนฉันจู่จู่เมื่อคืนก็นอนคิดถึงเรื่องบางเรื่องนี้ขึ้นมาตลอดทั้งคืนเลย หลังจากที่ได้ไปอ่านเรื่องราวของใครต่อใคร รวมทั้งเรื่องราวความหลังแต่ครั้งก่อนที่พูดคุยบ่อยขึ้นบ่อยขึ้น ตามตัวเลขอายุอานามที่เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นนั่นด้วย...
'อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก'
รักครั้งแรกของฉันเกิดขึ้นตอน ป.4 พูดได้เต็มปากอย่างไม่อายใคร อาจเป็นอารมณ์แก่แดดแก่ลมเกินไปของเด็กในวัยนั้น แต่นึกขึ้นมาทีไร ใจมันก็ยังคงเต้นตึ้กตั้กโครมครามไม่หายอยู่นั่นเอง...
เธอ เป็นคนน่ารัก ตัวขาวขาว ปากแดง ผมสีน้ำตาล แขนขายาวเก้งก้าง และผู้หญิงแทบจะหมดทั้งโรงเรียนนั่นละมั้งที่รุมตอมชอบเธอกัน และแน่นอนฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่นั่นแหละนะ ฉันมันเป็นผู้หญิงฟอร์มจัดมาแต่เล็กแต่น้อย ฉันไม่อยากที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่เป็นแฟนคลับของเธอ และที่สำคัญกว่านั้น...ฉันไม่อยากให้เธอรู้
ฉะนั้นแล้ว...ในลิ้นชักโต๊ะของเธอทุกทุกวันตอนเช้าจึงเต็มไปด้วยเศษกระดาษ ขยะ ที่สุมสุมเอาไว้มากมายด้วยฝีมือของฉัน และหากเธอค้นดูดีดี เธอก็จะเจอโอเล่รสสตรอเบอร์รี่ 1 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกองกระดาษนั้นด้วยเสมอ
พักกลางวัน-- ทุกวันอังคารที่ฉันได้สวมปลอกสีแดงที่แขนข้างซ้าย นั่นหมายถึงฉันได้เป็นสารวัตรนักเรียน และฉันก็จะได้สิทธิและอำนาจเต็มที่ในการจับใครมาลงโทษอะไรยังไงก็ได้ เธอเป็นคนที่ถูกฉันจับให้ยืนกางแขนที่ระเบียงหน้าห้องทุกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า...เดินลงส้นเท้าเสียงดังเกินไป
ทุกเย็นหลังเลิกเรียน-- กล่องข้าวของเธอที่วางไว้ที่โต๊ะหลังห้อง(สำหรับคนที่ห่อข้าวมากินที่โรงเรียน)จะต้องหายไปเสมอเสมอ และฉันก็จะเป็นคนช่วยเธอหา...จนเจอ แน่นอน เพราะฉันเป็นคนเอาไปซ่อนไว้เองกับมือ
ทุกครั้งที่คุณครูมีประชุม และฉันถูกเลือกให้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าห้องในการสอดส่องดูแลให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามส่งเสียงพูดคุยดังจนเกินไป ฉันทำหน้าที่จดชื่อคนเสียงดัง วิ่งเล่นในห้อง ขึ้นที่บนกระดานดำ และทุกครั้งนั้น...จะมีชื่อของเธออยู่บนนั้นด้วย ทั้งทั้งที่เธอไม่ได้อ้าปากพูดคุยเลยแม้แต่น้อย
ตอนเช้า-- ก่อนเข้าโรงเรียน เธอจะแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านติดกับรั้วโรงเรียน และจากหน้าต่างห้องเรียน(ซึ่งตอนนั้นเราอยู่ ป.6 กันแล้ว) ก็จะมองลงไปเห็นโต๊ะในร้านก๋วยเตี๋ยวได้พอดิบพอดี ทุกครั้ง...ฉันแอบมองเธอจากตรงนั้น
ที่ด้านหลังของโรงเรียน-- ซึ่งเป็นบ้านพักภารโรง ตอนเราอยู่ ป.5 และโดนพี่ ป.6 สร้างเรื่องกรอกหูว่า...ที่นั่นมีผี ฉันไม่เชื่อ และท้าทายเธอ ชวนเธอไปพิสูจน์ด้วยกันตอนพักกลางวัน (ตอนนั้นเราอยู่คนละห้องกัน) โดยที่ฉันเอาจดหมายน้อยซึ่งเขียนคำท้าทายไว้ไปแอบใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะของเธอ รู้มั้ยว่า...วันนั้นเป็นวันที่ฉันต้องใช้ความกล้าหาญ พยายาม และอดทนอย่างมากที่สุด ฉันรอให้ทุกคนออกไปจากห้องจนหมด ฉันทนหิวข้าว และฉันอดกินข้าว เพราะมัวแต่รอดูว่าเมื่อไหร่เธอจะกลับมาที่โต๊ะ และเจอจดหมายน้อยฉบับนั้น
ในที่สุด หมดเวลาพักกลางวันแล้ว เธอจึงได้อ่านจดหมายน้อยนั่น ฉันวิ่งรี่ไปรอเธอที่ทางเดินเข้าไปบ้านพักภารโรง รออยู่นานแสนนาน เธอไม่มา...ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปคนเดียวด้วยใจระทึก และ(คงจะ) โกรธเป็นฟืนเป็นไฟกับความขี้ขลาดของเธอ
ฉันถูกครูจับได้ ถูกตี และถูกให้ยืนกางแขนที่ระเบียงหน้าห้อง ระหว่างห้องของเธอกับห้องของฉัน ฉันมองเข้าไป เห็นเธอยังคงตั้งอกตั้งใจเรียน ไม่หันมองมาทางฉันสักนิดเลย แน่ละ เธอไม่รู้หรอกว่าฉันเองเป็นคนเขียนจดหมายนั่น เพราะเธอไม่มานี่นะ
ฉันจดจำเรื่องราวของเธอ เรื่องราวของฉัน เรื่องราวระหว่างเธอและฉันได้รางเลือนเต็มทีแล้ว แม้บางเรื่องยังคงชัดแจ่ม แต่ฉันก็ยังอยากจดจำรายละเอียดที่มีให้ได้มากกว่านี้ ฉันรู้แต่เพียงว่า ฉันชอบเธอมาก แม้ว่าการได้มานั่งนึกทบทวนถึงสิ่งที่ฉันเคยทำลงไป มันจะมีแต่เหตุการณ์ไม่เข้าท่า ไม่ได้เรื่อง ไม่เอาไหน เพราะฉันเอาแต่แกล้งเธอ และในสายตาของเธอ เธอคงเห็นฉันเป็นเพียงเด็กเกเร ขี้แกล้ง ไม่กล้าแสดงออก และขี้ขลาดเท่านั้นเอง
ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ฉันรู้สึกว่ามันช่างน่าละอาย และน่าจดจำไปพร้อมพร้อมกัน--
วันนั้นตอนบ่ายที่คุณครูมีประชุม แต่ฉันไม่ได้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าห้องในครั้งนั้น ฉันจึงทำตัวแย่แย่โดยการวิ่งเล่นซะเอง ฉันไม่สนที่เห็นชื่อตัวเองถูกจดไว้บนกระดานดำ
วันนั้นน่ะ เป็นวันวาเลนไทน์ และเราอยู่ชั้น ป.6 โตพอที่เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงในห้องบางคนจะคบหาเป็นแฟนกันแล้ว ฉันรู้มาว่าเธอแอบชอบเพื่อนคนหนึ่งของฉัน ฉันจึงแกล้งเธอ...โดยเขียนลงไปบนแผ่นกระดาษว่า เธอแอบรักเพื่อนของฉัน...
แล้วฉันก็เอากระดาษแผ่นนั้นไปติดไว้ที่หลังของเธอ ยังไม่หนำใจ ฉันเดินไปหยิบไม้บรรทัดของเธอมาดื้อดื้อ ไม่ได้ขอยืมแม้แต่น้อย แล้วฉันก็เอาไม้บรรทัดนั้นไปแปะที่ปากเพื่อนของฉัน เธอมองตาม และพอเธอเห็นว่าฉันกำลังวิ่งเอาไม้บรรทัดอันนั้นมาหาเธอ เธอก็วิ่งหนี ฉันวิ่งตาม เราวิ่งกันไปทั่วห้อง ไม่สนใจเสียงร้องบอกให้หยุดของหัวหน้าห้อง เธอหอบ ฉันหอบ ฉันโกรธ ตะโกนบอกให้เธอหยุดวิ่งได้แล้ว เธอขอไม้บรรทัดคืน ฉันไม่ยอม บอกว่า ต้องให้ฉันเอาไม้บรรทัดไปแปะที่ปากเธอก่อน ไม่อย่างนั้นฉันจะหักไม้บรรทัดของเธอ
เธอเริ่มโกรธ และหยุดวิ่ง เดินเข้ามาหาฉัน ฉันตกใจ ฉันวิ่งหนี แล้วฉันก็สะดุดเข้ากับอะไรสักอย่าง น่าจะเป็นขาโต๊ะ ฉันล้มลง หน้าทิ่ม กระโปรงเปิด เพื่อนเพื่อนเฮกันลั่น ฉันอาย ฉันร้องไห้ เธอเดินเข้ามาหาฉัน ฉันคืนไม้บรรทัดให้เธอ เธอไม่ได้ยื่นมือมาช่วยพยุงฉันให้ลุกขึ้น เธอเพียงแค่ยื่นมือมารับเอาไม้บรรทัดของเธอกลับไป แล้วเธอก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะตามเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง เมื่อคุณครูกลับมา และไม่มีอะไรผิดคาด ทั้งฉันและเธอถูกทำโทษให้ยืนกางแขนที่ระเบียงหน้าห้อง เราทั้งคู่มีชื่อบนกระดานดำ มีชื่อเธอคู่กับชื่อของฉันสองคนเท่านั้นที่บนกระดานนั่น ในวันวาเลนไทน์...
มันเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดาที่ฉันไม่มีวันลืม เธอไม่ใช่พระเอกที่ยื่นมือมาช่วยนางเอก เธอไม่เคยนึกชอบฉัน เราพูดคุยกันไม่กี่คำ เธอไม่เคยสอนการบ้านฉัน ทั้งทั้งที่เธอเที่ยวสอนใครต่อใครมากมาย และฉันเองก็ไม่เคยพูดจาดีดีกับเธอเลยสักครั้ง
จนกระทั่งวันที่เราได้ยืนตรงระเบียงคู่กันนั่นแหละ ฉันกล่าวคำขอโทษเธอด้วยความรู้สึกผิดจริงจริง ฉันก้มหน้าไม่กล้าสบตาเธอ ไม่ใช่เพราะความสะทกสะเทิ้นเขินอายอะไรที่ได้อยู่ใกล้เธอหรอก เป็นเพราะความรู้สึกผิดจริงจริง ตอนนั้นจำไม่ได้แล้วว่า ฉันพูดอะไรต่ออีกบ้าง จำได้แต่เพียงว่า เธอยิ้มให้ฉัน โดยที่เธอไม่ได้พูดอะไรเลย
แล้วต่อมาในเทอมสุดท้ายของชั้น ป.6 ก็กลายเป็นว่าเรามาสนิทกัน ฉันไม่แกล้งเธออีกแล้ว ทุกครั้งในชั่วโมงว่ายน้ำ เราจะว่ายน้ำแข่งกัน เราแอบดูผู้หญิงตอนเปลี่ยนชุดว่ายน้ำด้วยกัน เราชวนกันไปดูผีที่วัด เราแอบทำเสียงล้อคนกินก๋วยเตี๋ยวจากตรงหน้าต่าง ทุกครั้งที่คุณครูมีประชุมเราจะเป็นสองคนในห้องที่วิ่งเล่นกันเสียงดัง และเราจะถูกลงโทษด้วยกัน...
แล้วความทรงจำเรื่องระหว่างฉันและเธอก็ค่อยค่อยจางไป จางไป ที่จริงแล้วยังคงมีเรื่องราวอีกมากมาย ฉันเพียงแค่อยากรำลึกถึงวันเวลาเก่าเก่าบ้างก็เท่านั้น ฉันไม่อยากใส่สีสัน ไม่อยากฟูมฟายมากมายกับเรื่องที่ฉันเขียนถึงเธอในครั้งนี้
ฉันแค่คิดถึงเธอขึ้นมาจริงจริง และไม่รู้ว่า ฉันจะไปตามหาเธอได้ที่ไหน ฉันคงตามหาเธอไม่เจอแน่แน่...
ก็...ครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอเธอนั้น ฉันอยู่ ม.4 เธอเรียนช่างกลสยาม แถวแถวบ้านเธอนั่นแหละ บนรถเมล์ตอนเช้า กับสายที่ฉันนั่งไปโรงเรียนเป็นประจำ เธอมายืนอยู่ข้างฉัน โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าเป็นเธอ ฉันช่วยเธอถือกระเป๋า เธอกล่าวขอบคุณ เรามองหน้ากัน เธอ...
ปากแดงแดงของเธอนั่น ไม่ได้แดงตามธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว มันแดงจัดและมันวาวด้วยสีสังเคราะห์ เส้นผมสีน้ำตาลของเธอยังคงอ่อนสลวย แต่เธอตั้งกระบังที่ผมด้านหน้าด้วยเจลจนแข็งปั๋ง ขนตาที่เคยงอนตามธรรมชาติ ก็งอนและงามขึ้นจนเกินพอดี กลิ่นกายของเธอเป็นกลิ่นโคโลญจ์ผู้หญิง
เรายิ้มให้กัน ยังไม่ทันได้ทายทัก เธอก็ขอกระเป๋าคืน ป้ายหน้าเธอก็จะต้องลงแล้ว เธอหันมายิ้มให้ฉันอีกหนึ่งครั้ง ฉันยิ้มตอบ...
เพื่อนเธอคนหนึ่งปรี่มาจากด้านหลังรถ ร้องเสียงแหลมแหวกเสียงรถที่ดังกระหึ่มขึ้นมาว่า "อีโอ๋...รอกูด้วยซี่"
เธอลงจากรถไปแล้ว ฉันเหลียวมองตามเธอจนสุดสายตา ตั้งใจว่าพรุ่งนี้ฉันจะมาขึ้นรถในเวลาเดิมอีก เพื่อจะได้เจอเธอ
แต่นั่นเป็นครั้งเดียว และคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่ฉันได้พบกับเธอ ในสภาพที่ฉันยังคงจำเธอได้...
ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงคิดถึงเธออยู่เสมอ ไม่ได้คิดถึงทุกบ่อย ไม่ได้พยายามรื้อฟื้น แต่ฉันก็ไม่เคยลืม และฉันก็จะไม่ลืม แม้ว่าหากได้พบเจอกันอีกสักครั้ง เธอจะกลายสภาพมาเป็นเพื่อนสาวของฉันแล้วก็ตาม
รอยยิ้มของเธอนั่นเอง...ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
ป.ล. ตอนที่ดูหนังเรื่อง แฟนฉัน นั่น ออกจากโรงแล้วฉันแอบมาร้องไห้ในห้องน้ำอยู่อีกนานเลย ฉากที่เจี๊ยบกับน้อยหน่านั่งดู ตราไว้ในดวงจิต ด้วยกัน มันทำให้ฉันนึกถึงวันที่ฉันกับเธอนั่งร้องเพลงนี้ด้วยกันในวันสุดท้ายของการเรียนชั้น ป.6
"ตราไว้ในดวงจิต ชั่วชีวิตไม่คิดลืม |
|
|